NARKE I
In a tangled dream
Write : Galactic Lunarr
trigger warning :
Blood / Gore (เลือด, ฉากสยดสยอง)
Death (การเสียชีวิต)
** ทางผู้เขียนไม่มีเจตนาสนับสนุนหรือส่งเสริมการล่วงละเมิด ความรุนแรง หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายใด ๆ ที่ปรากฏในงานเขียนทั้งสิ้น **

ในความฝันของเด็กชาย พ่อและแม่กำลังจูงมือเขาเดินเข้าไปในป่า
“ในป่ามีสัตว์” พ่อว่าโดยไม่ได้หันกลับมา “ถ้ามีสัตว์ให้ล่าแปลว่ามีอาหาร”
“มาด้วยกันสินาร์ก” คราวนี้เป็นเสียงของแม่ แม้จะพูดกับเขาแต่ใบหน้าของแม่กลับหันไปทางป่าเช่นเดียวกันกับพ่อ “ถ้ามีอาหารแปลว่าเราจะไม่ตาย”
…เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นเราเองที่เป็นฝ่ายถูกล่า
เด็กชายเติมเองในใจ ประท้วงคำสั่งด้วยการรั้งมือทั้งสองของตน เขาไม่อยากตามพ่อกับแม่เข้าไปในป่า แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากเป็นผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“เชื่อฟังพ่อกับแม่สินาร์ก” แม่ว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงการขัดขืน
นาร์กขมวดคิ้ว รู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยเมื่อทั้งสองพูดกับเขาแต่ไม่แม้จะหันหน้ามาสบตา ทว่าเมื่อพ่อและแม่ค่อย ๆ หันกลับมา ขุมขนทุกอณูของเด็กชายก็ลุกเกรียวพร้อมเพรียงกัน
ใบหน้าของพ่อแม่ที่เขารู้จักถูกแทนที่ด้วยก้อนเรียบลื่นเหมือนหุ่นขี้ผึ้งที่มีแต่โครงหน้าทว่ารายละเอียดของเครื่องหน้ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ตำแหน่งตาสองข้างเป็นหลุมเว้าว่างเปล่า ส่วนริมฝีปากเป็นเพียงรอยแยกแนวนอนเหมือนมีใครเอามีดมากรีดเป็นช่องให้พอมีเสียงลอดออกมาได้
“พ่อกับแม่รักลูกนะ” เสียงที่คุ้นเคยของแม่ดังออกมาจากรอยแยกบนหน้าของสิ่งที่ดูเหมือนแม่ของเขาทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นรายละเอียดบนใบหน้า
แหมะ
ท่ามกลางความสับสน ของเหลวปริศนาสีแดงหยดลงบนใบหน้าที่ว่างเปล่าของแม่ตรงบริเวณที่ควรเป็นดวงตา หยดขุ่นข้นไหลลงตามแรงโน้มถ่วงอย่างเชื่องช้าลงมาถึงคางของแม่
แหมะ
แหมะ
แหมะ
ฝนสีเลือดตกปรอยถี่ขึ้น ทุกหยดหยาดที่มันสัมผัสละลายเหมือนขี้ผึ้งถูกลนไฟ ผิวของแม่ปริแยกออกจนเห็นชั้นกล้ามเนื้อและเส้นเลือดที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ กลิ่นสังกะสีน่าสะอิดสะเอียนกระทุ้งฆานประสาทอย่างไร้ความปรานี เด็กชายเบือนหน้าหนีไปหาพ่อเพื่อพบว่าใบหน้าของพ่อก็ละลายหายไปไม่ต่างกัน กระดูกขาวปูดโปนออกมาจากสิ่งที่เคยเป็นใบหน้าว่างเปล่า
นาร์กสะบัดมือทั้งสองข้างทิ้งให้เป็นอิสระ ป่าที่เงียบงันบัดนี้อื้ออึงด้วยเสียงหัวใจของเขาที่เต้นระส่ำ เขาชักขาก้าวถอยออกมาแต่กลับสะดุดล้มจนหงายหลัง ความกลัวสุดขีดทำให้ร่างกายชะงักงันไปชั่วขณะ เด็กชายทำได้แต่เงยหน้ามองฟ้าที่ถูกฉาบด้วยสีเลือด
บนท้องฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตามีรอยปริสีดำที่เผยให้เห็นดวงตาสีแดงก่ำดวงหนึ่ง ขนาดของมันบังท้องฟ้าเสียเกือบมิด ใหญ่มโหฬารเสียจนรู้สึกเหมือนเป็นแมลงตัวเล็กใต้แว่นขยายใหญ่ยักษ์ ลูกตาดวงโตขยับซ้ายทีขวาทีราวกับกำลังสอดส่ายสายตามองหาอะไรบางอย่าง และทันทีที่มันประสานสายตากับเขา ม่านตาของมันก็หดตัวเล็กลงและจ้องมองเด็กชายไม่วางตา
สัญชาตญาณบีบบังคับให้นาร์กพยุงร่างตัวเองลุกขึ้นมาและหันกลับไปมองพ่อกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย แต่สิ่งที่เคยเป็นร่างทั้งสอง บัดนี้หลอมละลายเหลือเพียงตอสีเลือดหนืดเหนอะเหมือนเทียนไขที่ถูกใช้จนหมดเล่ม
ท่ามกลางสีแดงที่กลืนกินร่างของพ่อและแม่ให้หายไป ดอกไม้สีขาวดอกหนึ่งเบ่งบาน
.
.
.
“นาร์ก ทักทายท่านบาทหลวงสิ”
เสียงของพ่อเรียกเขาให้ตื่นจากภวังค์
เด็กชายผู้หลบอยู่หลังมารดาช้อนตาขึ้นมองอย่างลังเลเหมือนสัตว์ตัวจ้อยถูกต้อนให้ต้องออกจากที่ซ่อน มือที่โผล่พ้นเสื้อคลุมที่เห็นได้ชัดว่าใหญ่เกินตัวเกาะชายแขนเสื้อของผู้เป็นแม่แน่น
เด็กชายไม่ตอบ แต่กวาดตามองรอบตัวที่ดูแปลกประหลาดไปหมดเหมือนเขาไม่ได้ตื่นจากฝันอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่กระโดดจากฝันร้ายหนึ่งไปยังฝันร้ายลำดับถัดไป และถัดจากฝันร้ายนี้ก็คงเป็นฝันร้ายลำดับถัดไปไม่มีที่สิ้นสุด
เขาและพ่อแม่ถูกรายล้อมด้วยผู้คนในชุดคลุมสีหมึกปักลายสัญลักษณ์สีทอง ชุดที่ตอนนี้ทั้งตัวเขาและพ่อแม่ก็กำลังสวมใส่อยู่ ฮู้ดปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของทุกคนไว้ในเงามืดจนเหลือเพียงริมฝีปากที่เป็นเส้นตรงไร้อารมณ์ทำให้ร่างในชุดคลุมดูไม่เป็นมิตร และแม้รายละเอียดของชุดคลุมและเครื่องประดับของแต่ละร่างจะแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่เงาชะลูดของพวกเขาที่ทอดบนกำแพงหินในห้องโถงเพดานสูงขยับไหวอย่างพร้อมเพรียงตามจังหวะของเปลวเทียนราวกับทุกคนในที่แห่งนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถอดมาจากสำเนาเดียวกัน
และอีกไม่นาน พ่อและแม่ของเขาก็คงจะกลายเป็นเพียงสำเนาอีกฉบับหนึ่งของเจ้าสิ่งมีชีวิตนี้
เรามาทำอะไรที่นี่
คำถามที่อยากถามพ่อแม่ใจจะขาดแต่ต้องกลืนก้อนคำถามลงคอไป
“สวัสดี นาร์ก” เสียงทุ้มไม่คุ้นหูเอ่ยทักทาย ชายแปลกหน้าในชุดคลุมคนหนึ่งย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกันกับเด็กชาย เครื่องประดับสีทองแวววาวเล่นแสงไฟของเขาทำให้เขาดูแตกต่างจากร่างในชุดคลุมคนอื่น ๆ “สบายดีไหม?”
เด็กชายเลือกที่จะไม่ตอบเช่นเคย
ชายแปลกหน้าไม่ถือสาอะไร เขาฉวยโอกาสคว้าข้อมือเล็กของเด็กชายไว้แน่น
“ผอมไปหน่อย แต่ดูแข็งแรงดี” เขาว่าก่อนจะปล่อยมือ นาร์กหดแขนตัวเองกลับเข้าไปในเสื้อคลุมแทบจะในทันที “ยินดีต้อนรับสู่ลัทธิวิวรณ์”
ในตอนนั้นเอง เขาเห็นบางอย่างที่ทำให้เลือดในกายพลันเย็นเยียบ เบื้องหลังร่างนับสิบในเสื้อคลุม ดวงตาสีแดงก่ำที่เคยเห็นในความฝันกำลังจับจ้องเขาไม่วางตา ขนาดของมันใหญ่เท่ากำแพงหินด้านหลัง พลังงานที่แผ่ออกมาจากตัวมันให้ความรู้สึกไม่เหมือนสิ่งใดที่เขาเคยประสบพบเจอ ราวกับมันไม่ใช่สิ่งที่ควรอยู่บนโลกมนุษย์
ความปรารถนาของเจ้าคืออะไร
ดวงตาไม่มีปาก แต่เสียงที่กำลังพูดกับเขาดังมาจากดวงตาไม่ผิดแน่ แม้แต่เสียงของมันก็ไม่เหมือนเสียงใดบนโลกใบนี้ที่เคยได้ยิน เหมือนเสียงของคนนับพันที่พูดพร้อมกันโดยแต่ละเสียงฟังดูแตกต่างกันออกไป บางเสียงแหลมสูง บางเสียงทุ้มต่ำ บางเสียงยานคาง บางเสียงสะอื้นไห้ ราวกับมันพยายามเลียนแบบเสียงของมนุษย์แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าต้องใช้เสียงแบบใด
เด็กชายกระตุกชายแขนเสื้อแม่ผู้ไม่มีทีท่าหวาดกลัวราวกับไม่เห็นว่ามีความผิดปกติใดเกิดขึ้น นาร์กสรุปในใจว่ามีเพียงเขาที่เห็นและได้ยินมัน หรือไม่ก็มีแต่เขาที่เป็นบ้าไปเองคนเดียว
ความทรงจำหลังจากนั้นช่างเลือนราง เด็กชายจำไม่ได้ว่าพิธีเริ่มต้นและจบลงอย่างไร และจับความไม่ได้ว่าพ่อกับแม่พูดคุยอะไรกับบาทหลวงบ้าง แต่เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลงและร่างในชุดคลุมเดินออกไป พ่อก็หันมาพูดกับเขาว่า
“ต่อไปนี้เราไม่ต้องลำบากแล้วนะ นาร์ก” พ่อกล่าว มือใหญ่วางบนหัวของเด็กชายแผ่วเบา “เราจะได้ขึ้นสวรรค์ด้วยกัน”
นาร์กไม่กล้าที่จะมองหน้าของผู้เป็นพ่อที่อยู่ใต้เงาชุดคลุมให้เต็มตาด้วยความกลัวว่าใบหน้าของพ่อจะหายไปเหมือนในฝัน
.
.
.
มนุษย์ยอมทำอะไรบ้างในนามของความรัก
ทุกอย่าง
นั่นคือสิ่งที่สะท้อนในแววตาของพ่อขณะที่พ่อย่อตัวลงมาสวมใส่สร้อยคอสีมรกตให้กับเขา จนถึงตอนนี้ แม้จะพยายามทำความเข้าใจอย่างไรแต่เด็กชายก็ไม่เคยเข้าใจความรักของพ่อและแม่สักที
ก่อนหน้านี้ ความรักคือการที่ทุกคนกินข้าวพร้อมหน้า ถึงแม้อาหารที่ว่าคือขนมปังเพียงหนึ่งก้อนที่ต้องเจียดกินด้วยกันทั้งครอบครัว ความรักคือนิทานก่อนนอนที่ทำให้เขาลืมเสียงท้องที่คำรามด้วยความหิวในยามวิกาล ความรักคือการวาดฝันถึงชีวิตที่ดีขึ้นด้วยกัน ขณะที่ทุกคนแบ่งปันอุ่นไอใต้ผ้าห่มผืนปรุประ รอคอยให้ฤดูหนาวผ่านพ้นไป
หลังจากที่พ่อและแม่เข้าร่วมกับลัทธิวิวรณ์ เขารู้สึกว่าความรักของพ่อแม่เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เขาไม่รู้จัก ถึงแม้มันจะบันดาลให้บนโต๊ะมีอาหารครบไม่ขาดมื้อ มีหลังคาคุ้มหัวนอน และมีเสื้อผ้าให้สวมใส่ แต่พ่อแม่ในชุดคลุมสีดำให้ความรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า ทุกวันทั้งสองจะหายตัวไปในโบสถ์ บางครั้งเขาก็ได้รับอนุญาตให้ติดตามเข้าไป แต่ส่วนใหญ่เขามักจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว
และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการที่พ่อและแม่ทอดทิ้งให้เขาต้องอยู่กับดวงตานั่นเพียงลำพัง
ตั้งแต่วันที่มันปรากฏตัวต่อหน้าเขาในโลกแห่งความเป็นจริง มันก็ติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะในยามหลับหรือตื่น คอยสอดส่องชีวิตของเขาโดยไม่แม้แต่จะพยายามเร้นกายไม่ให้เห็น แม้ในขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับพ่อตอนนี้ มันก็ยังคงผงาดกายอยู่ด้านหลังพ่อ รูม่านตาหรี่ลงราวกับชีวิตของเขาเป็นละครเรื่องหนึ่งและมันกำลังเฝ้ามองฉากสำคัญอย่างตั้งอกตั้งใจ
“แม่อยู่ไหน?” เขาถามพ่อ
“ฟังพ่อให้ดีนะนาร์ก” พ่อไม่ตอบคำถามของเขาแต่กระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหู บางอย่างที่เขาจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต ก่อนจะพาเขาไปซ่อนตัวในช่องแคบ ๆ ใต้พื้นกระดานบ้าน เด็กชายลงไปนั่งคู้ใต้แผ่นไม้ ปลอดภัยในอ้อมกอดของความมืด
เขาได้ยินเสียงแผ่นกระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะฝีเท้าหลายคู่ เสียงกระทบของอะไรหนัก ๆ เสียงหายใจรวยรินเหมือนสัตว์ที่ถูกเชือดก่อนจะหมดลม หยดของเหลวหนืดข้นกลิ่นสังกะสีแทรกตัวลงมาตามรอยแยกของแผ่นไม้ก่อนจะหยดลงบนดินเปียกชื้นใต้เท้าทำให้เขานึกถึงฝนสีเลือดในความฝันที่ชำระล้างเอาใบหน้าของพ่อและแม่จนละลายหายไป
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจใหญ่ ทุกสิ่งกลับมาเงียบงันอีกครั้ง
เขาอยากออกไปจากที่นี่
เขาต้องออกไปจากที่นี่
แต่เมื่อยื่นมือออกไปสัมผัสกับกระดานไม้เหนือหัว ดวงตาก็โพล่งขึ้นมาด้วยเสียงน่าขนลุกของมัน
อย่า
มันจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ เด็กชายได้ยินเสียงอะไรหนัก ๆ ครูดกับพื้นเหมือนกำลังถูกลากออกไป
อย่า
เขาหดมือกลับเข้ามาราวกับแผ่นไม้กลายเป็นเหล็กร้อนจี๋ นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาตอบสนองต่อสิ่งที่มันพูด เด็กชายขดตัว สองมือยกขึ้นอุดหูแม้รู้ว่าไม่เป็นผล
อย่า
มันว่าซ้ำ คราวนี้น้ำเสียงฟังดูขบขันคล้ายกับกำลังเยาะเย้ยเขาอยู่ในที
และถึงแม้ดวงตาจะไม่มีปาก นาร์กสัมผัสได้ว่ามันกำลังยิ้มอย่างพึงพอใจในความมืด
NARKE I
In a tangled dream
Write : Galactic Lunarr
trigger warning :
Blood / Gore (เลือด, ฉากสยดสยอง)
Death (การเสียชีวิต)
** ทางผู้เขียนไม่มีเจตนาสนับสนุนหรือส่งเสริมการล่วงละเมิด ความรุนแรง หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายใด ๆ ที่ปรากฏในงานเขียนทั้งสิ้น **

ในความฝันของเด็กชาย พ่อและแม่กำลังจูงมือเขาเดินเข้าไปในป่า
“ในป่ามีสัตว์” พ่อว่าโดยไม่ได้หันกลับมา “ถ้ามีสัตว์ให้ล่าแปลว่ามีอาหาร”
“มาด้วยกันสินาร์ก” คราวนี้เป็นเสียงของแม่ แม้จะพูดกับเขาแต่ใบหน้าของแม่กลับหันไปทางป่าเช่นเดียวกันกับพ่อ “ถ้ามีอาหารแปลว่าเราจะไม่ตาย”
…เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นเราเองที่เป็นฝ่ายถูกล่า
เด็กชายเติมเองในใจ ประท้วงคำสั่งด้วยการรั้งมือทั้งสองของตน เขาไม่อยากตามพ่อกับแม่เข้าไปในป่า แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อยากเป็นผู้ที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“เชื่อฟังพ่อกับแม่สินาร์ก” แม่ว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงการขัดขืน
นาร์กขมวดคิ้ว รู้สึกหงุดหงิดอยู่ไม่น้อยเมื่อทั้งสองพูดกับเขาแต่ไม่แม้จะหันหน้ามาสบตา ทว่าเมื่อพ่อและแม่ค่อย ๆ หันกลับมา ขุมขนทุกอณูของเด็กชายก็ลุกเกรียวพร้อมเพรียงกัน
ใบหน้าของพ่อแม่ที่เขารู้จักถูกแทนที่ด้วยก้อนเรียบลื่นเหมือนหุ่นขี้ผึ้งที่มีแต่โครงหน้าทว่ารายละเอียดของเครื่องหน้ายังไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ตำแหน่งตาสองข้างเป็นหลุมเว้าว่างเปล่า ส่วนริมฝีปากเป็นเพียงรอยแยกแนวนอนเหมือนมีใครเอามีดมากรีดเป็นช่องให้พอมีเสียงลอดออกมาได้
“พ่อกับแม่รักลูกนะ” เสียงที่คุ้นเคยของแม่ดังออกมาจากรอยแยกบนหน้าของสิ่งที่ดูเหมือนแม่ของเขาทุกกระเบียดนิ้ว ยกเว้นรายละเอียดบนใบหน้า
แหมะ
ท่ามกลางความสับสน ของเหลวปริศนาสีแดงหยดลงบนใบหน้าที่ว่างเปล่าของแม่ตรงบริเวณที่ควรเป็นดวงตา หยดขุ่นข้นไหลลงตามแรงโน้มถ่วงอย่างเชื่องช้าลงมาถึงคางของแม่
แหมะ
แหมะ
แหมะ
ฝนสีเลือดตกปรอยถี่ขึ้น ทุกหยดหยาดที่มันสัมผัสละลายเหมือนขี้ผึ้งถูกลนไฟ ผิวของแม่ปริแยกออกจนเห็นชั้นกล้ามเนื้อและเส้นเลือดที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ กลิ่นสังกะสีน่าสะอิดสะเอียนกระทุ้งฆานประสาทอย่างไร้ความปรานี เด็กชายเบือนหน้าหนีไปหาพ่อเพื่อพบว่าใบหน้าของพ่อก็ละลายหายไปไม่ต่างกัน กระดูกขาวปูดโปนออกมาจากสิ่งที่เคยเป็นใบหน้าว่างเปล่า
นาร์กสะบัดมือทั้งสองข้างทิ้งให้เป็นอิสระ ป่าที่เงียบงันบัดนี้อื้ออึงด้วยเสียงหัวใจของเขาที่เต้นระส่ำ เขาชักขาก้าวถอยออกมาแต่กลับสะดุดล้มจนหงายหลัง ความกลัวสุดขีดทำให้ร่างกายชะงักงันไปชั่วขณะ เด็กชายทำได้แต่เงยหน้ามองฟ้าที่ถูกฉาบด้วยสีเลือด
บนท้องฟ้าไกลสุดลูกหูลูกตามีรอยปริสีดำที่เผยให้เห็นดวงตาสีแดงก่ำดวงหนึ่ง ขนาดของมันบังท้องฟ้าเสียเกือบมิด ใหญ่มโหฬารเสียจนรู้สึกเหมือนเป็นแมลงตัวเล็กใต้แว่นขยายใหญ่ยักษ์ ลูกตาดวงโตขยับซ้ายทีขวาทีราวกับกำลังสอดส่ายสายตามองหาอะไรบางอย่าง และทันทีที่มันประสานสายตากับเขา ม่านตาของมันก็หดตัวเล็กลงและจ้องมองเด็กชายไม่วางตา
สัญชาตญาณบีบบังคับให้นาร์กพยุงร่างตัวเองลุกขึ้นมาและหันกลับไปมองพ่อกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย แต่สิ่งที่เคยเป็นร่างทั้งสอง บัดนี้หลอมละลายเหลือเพียงตอสีเลือดหนืดเหนอะเหมือนเทียนไขที่ถูกใช้จนหมดเล่ม
ท่ามกลางสีแดงที่กลืนกินร่างของพ่อและแม่ให้หายไป ดอกไม้สีขาวดอกหนึ่งเบ่งบาน
.
.
.
“นาร์ก ทักทายท่านบาทหลวงสิ”
เสียงของพ่อเรียกเขาให้ตื่นจากภวังค์
เด็กชายผู้หลบอยู่หลังมารดาช้อนตาขึ้นมองอย่างลังเลเหมือนสัตว์ตัวจ้อยถูกต้อนให้ต้องออกจากที่ซ่อน มือที่โผล่พ้นเสื้อคลุมที่เห็นได้ชัดว่าใหญ่เกินตัวเกาะชายแขนเสื้อของผู้เป็นแม่แน่น
เด็กชายไม่ตอบ แต่กวาดตามองรอบตัวที่ดูแปลกประหลาดไปหมดเหมือนเขาไม่ได้ตื่นจากฝันอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่กระโดดจากฝันร้ายหนึ่งไปยังฝันร้ายลำดับถัดไป และถัดจากฝันร้ายนี้ก็คงเป็นฝันร้ายลำดับถัดไปไม่มีที่สิ้นสุด
เขาและพ่อแม่ถูกรายล้อมด้วยผู้คนในชุดคลุมสีหมึกปักลายสัญลักษณ์สีทอง ชุดที่ตอนนี้ทั้งตัวเขาและพ่อแม่ก็กำลังสวมใส่อยู่ ฮู้ดปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งของทุกคนไว้ในเงามืดจนเหลือเพียงริมฝีปากที่เป็นเส้นตรงไร้อารมณ์ทำให้ร่างในชุดคลุมดูไม่เป็นมิตร และแม้รายละเอียดของชุดคลุมและเครื่องประดับของแต่ละร่างจะแตกต่างกันออกไปบ้าง แต่เงาชะลูดของพวกเขาที่ทอดบนกำแพงหินในห้องโถงเพดานสูงขยับไหวอย่างพร้อมเพรียงตามจังหวะของเปลวเทียนราวกับทุกคนในที่แห่งนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถอดมาจากสำเนาเดียวกัน
และอีกไม่นาน พ่อและแม่ของเขาก็คงจะกลายเป็นเพียงสำเนาอีกฉบับหนึ่งของเจ้าสิ่งมีชีวิตนี้
เรามาทำอะไรที่นี่
คำถามที่อยากถามพ่อแม่ใจจะขาดแต่ต้องกลืนก้อนคำถามลงคอไป
“สวัสดี นาร์ก” เสียงทุ้มไม่คุ้นหูเอ่ยทักทาย ชายแปลกหน้าในชุดคลุมคนหนึ่งย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกันกับเด็กชาย เครื่องประดับสีทองแวววาวเล่นแสงไฟของเขาทำให้เขาดูแตกต่างจากร่างในชุดคลุมคนอื่น ๆ “สบายดีไหม?”
เด็กชายเลือกที่จะไม่ตอบเช่นเคย
ชายแปลกหน้าไม่ถือสาอะไร เขาฉวยโอกาสคว้าข้อมือเล็กของเด็กชายไว้แน่น
“ผอมไปหน่อย แต่ดูแข็งแรงดี” เขาว่าก่อนจะปล่อยมือ นาร์กหดแขนตัวเองกลับเข้าไปในเสื้อคลุมแทบจะในทันที “ยินดีต้อนรับสู่ลัทธิวิวรณ์”
ในตอนนั้นเอง เขาเห็นบางอย่างที่ทำให้เลือดในกายพลันเย็นเยียบ เบื้องหลังร่างนับสิบในเสื้อคลุม ดวงตาสีแดงก่ำที่เคยเห็นในความฝันกำลังจับจ้องเขาไม่วางตา ขนาดของมันใหญ่เท่ากำแพงหินด้านหลัง พลังงานที่แผ่ออกมาจากตัวมันให้ความรู้สึกไม่เหมือนสิ่งใดที่เขาเคยประสบพบเจอ ราวกับมันไม่ใช่สิ่งที่ควรอยู่บนโลกมนุษย์
ความปรารถนาของเจ้าคืออะไร
ดวงตาไม่มีปาก แต่เสียงที่กำลังพูดกับเขาดังมาจากดวงตาไม่ผิดแน่ แม้แต่เสียงของมันก็ไม่เหมือนเสียงใดบนโลกใบนี้ที่เคยได้ยิน เหมือนเสียงของคนนับพันที่พูดพร้อมกันโดยแต่ละเสียงฟังดูแตกต่างกันออกไป บางเสียงแหลมสูง บางเสียงทุ้มต่ำ บางเสียงยานคาง บางเสียงสะอื้นไห้ ราวกับมันพยายามเลียนแบบเสียงของมนุษย์แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าต้องใช้เสียงแบบใด
เด็กชายกระตุกชายแขนเสื้อแม่ผู้ไม่มีทีท่าหวาดกลัวราวกับไม่เห็นว่ามีความผิดปกติใดเกิดขึ้น นาร์กสรุปในใจว่ามีเพียงเขาที่เห็นและได้ยินมัน หรือไม่ก็มีแต่เขาที่เป็นบ้าไปเองคนเดียว
ความทรงจำหลังจากนั้นช่างเลือนราง เด็กชายจำไม่ได้ว่าพิธีเริ่มต้นและจบลงอย่างไร และจับความไม่ได้ว่าพ่อกับแม่พูดคุยอะไรกับบาทหลวงบ้าง แต่เมื่อทุกอย่างสิ้นสุดลงและร่างในชุดคลุมเดินออกไป พ่อก็หันมาพูดกับเขาว่า
“ต่อไปนี้เราไม่ต้องลำบากแล้วนะ นาร์ก” พ่อกล่าว มือใหญ่วางบนหัวของเด็กชายแผ่วเบา “เราจะได้ขึ้นสวรรค์ด้วยกัน”
นาร์กไม่กล้าที่จะมองหน้าของผู้เป็นพ่อที่อยู่ใต้เงาชุดคลุมให้เต็มตาด้วยความกลัวว่าใบหน้าของพ่อจะหายไปเหมือนในฝัน
.
.
.
มนุษย์ยอมทำอะไรบ้างในนามของความรัก
ทุกอย่าง
นั่นคือสิ่งที่สะท้อนในแววตาของพ่อขณะที่พ่อย่อตัวลงมาสวมใส่สร้อยคอสีมรกตให้กับเขา จนถึงตอนนี้ แม้จะพยายามทำความเข้าใจอย่างไรแต่เด็กชายก็ไม่เคยเข้าใจความรักของพ่อและแม่สักที
ก่อนหน้านี้ ความรักคือการที่ทุกคนกินข้าวพร้อมหน้า ถึงแม้อาหารที่ว่าคือขนมปังเพียงหนึ่งก้อนที่ต้องเจียดกินด้วยกันทั้งครอบครัว ความรักคือนิทานก่อนนอนที่ทำให้เขาลืมเสียงท้องที่คำรามด้วยความหิวในยามวิกาล ความรักคือการวาดฝันถึงชีวิตที่ดีขึ้นด้วยกัน ขณะที่ทุกคนแบ่งปันอุ่นไอใต้ผ้าห่มผืนปรุประ รอคอยให้ฤดูหนาวผ่านพ้นไป
หลังจากที่พ่อและแม่เข้าร่วมกับลัทธิวิวรณ์ เขารู้สึกว่าความรักของพ่อแม่เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เขาไม่รู้จัก ถึงแม้มันจะบันดาลให้บนโต๊ะมีอาหารครบไม่ขาดมื้อ มีหลังคาคุ้มหัวนอน และมีเสื้อผ้าให้สวมใส่ แต่พ่อแม่ในชุดคลุมสีดำให้ความรู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า ทุกวันทั้งสองจะหายตัวไปในโบสถ์ บางครั้งเขาก็ได้รับอนุญาตให้ติดตามเข้าไป แต่ส่วนใหญ่เขามักจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว
และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือการที่พ่อและแม่ทอดทิ้งให้เขาต้องอยู่กับดวงตานั่นเพียงลำพัง
ตั้งแต่วันที่มันปรากฏตัวต่อหน้าเขาในโลกแห่งความเป็นจริง มันก็ติดตามเขาไปทุกหนทุกแห่งไม่ว่าจะในยามหลับหรือตื่น คอยสอดส่องชีวิตของเขาโดยไม่แม้แต่จะพยายามเร้นกายไม่ให้เห็น แม้ในขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับพ่อตอนนี้ มันก็ยังคงผงาดกายอยู่ด้านหลังพ่อ รูม่านตาหรี่ลงราวกับชีวิตของเขาเป็นละครเรื่องหนึ่งและมันกำลังเฝ้ามองฉากสำคัญอย่างตั้งอกตั้งใจ
“แม่อยู่ไหน?” เขาถามพ่อ
“ฟังพ่อให้ดีนะนาร์ก” พ่อไม่ตอบคำถามของเขาแต่กระซิบอะไรบางอย่างที่ข้างหู บางอย่างที่เขาจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิต ก่อนจะพาเขาไปซ่อนตัวในช่องแคบ ๆ ใต้พื้นกระดานบ้าน เด็กชายลงไปนั่งคู้ใต้แผ่นไม้ ปลอดภัยในอ้อมกอดของความมืด
เขาได้ยินเสียงแผ่นกระดานลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะฝีเท้าหลายคู่ เสียงกระทบของอะไรหนัก ๆ เสียงหายใจรวยรินเหมือนสัตว์ที่ถูกเชือดก่อนจะหมดลม หยดของเหลวหนืดข้นกลิ่นสังกะสีแทรกตัวลงมาตามรอยแยกของแผ่นไม้ก่อนจะหยดลงบนดินเปียกชื้นใต้เท้าทำให้เขานึกถึงฝนสีเลือดในความฝันที่ชำระล้างเอาใบหน้าของพ่อและแม่จนละลายหายไป
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจใหญ่ ทุกสิ่งกลับมาเงียบงันอีกครั้ง
เขาอยากออกไปจากที่นี่
เขาต้องออกไปจากที่นี่
แต่เมื่อยื่นมือออกไปสัมผัสกับกระดานไม้เหนือหัว ดวงตาก็โพล่งขึ้นมาด้วยเสียงน่าขนลุกของมัน
อย่า
มันจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ เด็กชายได้ยินเสียงอะไรหนัก ๆ ครูดกับพื้นเหมือนกำลังถูกลากออกไป
อย่า
เขาหดมือกลับเข้ามาราวกับแผ่นไม้กลายเป็นเหล็กร้อนจี๋ นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาตอบสนองต่อสิ่งที่มันพูด เด็กชายขดตัว สองมือยกขึ้นอุดหูแม้รู้ว่าไม่เป็นผล
อย่า
มันว่าซ้ำ คราวนี้น้ำเสียงฟังดูขบขันคล้ายกับกำลังเยาะเย้ยเขาอยู่ในที
และถึงแม้ดวงตาจะไม่มีปาก นาร์กสัมผัสได้ว่ามันกำลังยิ้มอย่างพึงพอใจในความมืด
