NARKE II
In a tangled dream
Write : Galactic Lunarr
Trigger Warning :
Blood / Gore (เลือด, ฉากสยดสยอง)
Child Abuse (เด็กถูกทำร้าย)
Child Grooming (การล่อลวงเด็ก)
Child Sexual Abuse (การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก)
Manipulation (การชักจูง บงการ หรือควบคุมทางจิตใจ/อารมณ์)
Violence (ความรุนแรง)
Death (การเสียชีวิต)
** ทางผู้เขียนไม่มีเจตนาสนับสนุนหรือส่งเสริมการล่วงละเมิด ความรุนแรง หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายใด ๆ ที่ปรากฏในงานเขียนทั้งสิ้น **

“หนีไป”
ในบรรดาคำพูดสั่งเสียของพ่อ นี่คือสิ่งเดียวที่จำได้เหมือนมีเหล็กร้อนประทับลงบนสมอง
แต่เด็กคนหนึ่งจะทำอะไรได้ในโลกของผู้ใหญ่ หลังจากเร่ร่อนอยู่ตัวคนเดียวในเมืองได้ไม่กี่วัน สองเท้าและท้องที่แสบร้อนของเขาก็พาตัวเองกลับมาที่โบสถ์
เป็นไปตามคาด ไม่มีใครใส่ใจเรื่องที่พ่อแม่ของเขาหายไปอย่างเป็นปริศนาพร้อมคราบเลือดและร่องรอยของบ้านที่ถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย ผู้คนลือกันไปต่าง ๆ นานาว่าเป็นฝีมือของสัตว์ป่า ไม่ก็ภูตผีปีศาจที่ไหนก็ตามแต่จะสรรหามาอธิบายสิ่งเหนือธรรมชาติที่ยากเกินความเข้าใจ ส่วนนาร์กกลายเป็นเด็กชายเคราะห์ร้ายที่โบสถ์รับไปเลี้ยงด้วยความเมตตา
“เป็นหมาบ้านที่โดนล่ามก็ยังดีกว่าเป็นหมาจร” บาทหลวงว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนสิ่งที่ตนพูดเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ควรมีใครโต้แย้ง เขาดันชามใส่ซุปบนโต๊ะไปจ่อตรงหน้าเด็กชาย ฮู้ดที่ปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งทำให้เด็กชายมองเห็นเพียงรอยยิ้มจางระบายที่มุมปาก “อย่างน้อยหมาบ้านก็ยังมีข้าวให้กิน”
ศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่ถูกสงวนให้เฉพาะคนที่มีมันเท่านั้น สำหรับเขาแล้วมันคือราคาที่ยอมจ่ายเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด เด็กชายยกซุปขึ้นซด ตะกรุมตะกรามเหมือนสัตว์ป่าหิวโซแม้อาหารตรงหน้าจะเป็นเพียงของเหลวเย็นชืดรสชาติจืดจาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นาร์กก็ติดสอยห้อยตามบาทหลวงไปเกือบทั่วทุกแห่งตามที่ได้รับสั่ง เหมือนสุนัขตัวหนึ่งที่กระดิกหางตามติดเจ้าของต้อย ๆ เพราะได้กลิ่นอาหาร หาใช่เพราะความซื่อสัตย์
หลายสัปดาห์รู้สึกยาวนานนับแรมปี วันหนึ่งเด็กชายได้รับมอบหมายให้นำมื้อค่ำไปให้บาทหลวงที่ห้องพักซึ่งปกติเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้ใครเข้าไปก่อนได้รับอนุญาตแม้จะเป็นสมาชิกลัทธิระดับสูงก็ตาม นาร์กประหลาดใจที่ห้องของบาทหลวงแทบไม่ต่างอะไรจากห้องของเขาหรือผู้ศรัทธาคนอื่น ๆ มากนัก มีเพียงเครื่องเรือนน้อยชิ้น เตียง โต๊ะ ตู้ หน้าต่างบานเล็ก และของจุกจิกอย่างตะเกียงและเหยือกใส่น้ำ เด็กชายรีบวางถาดอาหารบนโต๊ะไม้ก่อนจะรีบค้อมหัวขอตัวกลับไปยังโรงครัวเพื่อกินอาหารส่วนของตนบ้าง แต่ก่อนจะมีโอกาสได้ทำเช่นนั้น ประตูด้านหลังก็เหวี่ยงปิดพร้อมเสียงลงกลอนเบา ๆ
นาร์กหันขวับไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็วเหมือนกวางขี้ระแวงที่ตกใจเมื่อได้ยินเสียงสวบสาบของกิ่งไม้ใบหญ้า บาทหลวงยืนขวางระหว่างตัวเขากับประตู ฮู้ดที่เคยบดบังหน้าถูกปลดออก ในที่สุดนาร์กก็ได้เห็นบาทหลวงเต็มสองตาเพราะเดิมทีเขามักเลี่ยงการมองใบหน้าของคนและเลือกที่จะมองพื้นหินไม่ก็เท้าของตัวเองมากกว่า ดวงตาของบาทหลวงเป็นสีฟ้าซีดไร้ประกายอย่างน่าประหลาด และแม้จะยืนห่างกันเกินสองช่วงแขนแต่นาร์กก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่ลามเลียตามเนื้อตัวของเขาอย่างกับอสรพิษลิ้นแฉกที่สำรวจกลิ่นของเหยื่อผ่านอณูในอากาศ
นาร์กยืนตัวแข็งทื่อ แม้รู้ว่าตกอยู่ในอันตรายแต่กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายกลับไม่ตอบสนองขณะที่บาทหลวงเข้ามาประชิดตัวก่อนจะพลิกร่างเด็กชายให้หันหลังราวกับเขาไม่ได้รับอนุญาตให้มอง มือเย็นเยียบสอดเข้ามาใต้ชายเสื้อโดยไม่ถามความยินยอม เด็กชายได้แต่หลับตาและปล่อยให้อีกฝ่ายตักตวงเนื้อตัวจนสมใจพลางกล่อมตัวเองว่าหากเขาไม่เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตนด้วยสองตาแปลว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น
.
.
.
นาร์กจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นจากนั้น ได้สติอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงท้องที่ว่างมาค่อนวันขู่กรรโชก กรดรสชาติแสบร้อนตีรื้นขึ้นมาถึงคอหอย เขายังคงอยู่ในห้องของนักบวช นั่งหมิ่นเหม่บนเก้าอี้ไม้ เสื้อผ้ายับยู่ยี่และกระดุมที่กลัดผิดเม็ด
“อาหารชืดหมดแล้ว รีบกินซะสิ” บาทหลวงดันถาดอาหารไปตรงหน้านาร์กเหมือนวันนั้นที่เขาซมซานกลับมาถึงแม้จะจำได้ดีว่าพ่อบอกให้หนีไป
เด็กชายมองอาหารในถาดนิ่ง สมองขาวโพลน ประสาทสัมผัสด้านชาเหมือนร่างกายนี้ไม่ใช่ของเขา ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่ประกอบกันเป็นตัวเขา ทั้งแขน ขา หัว หรือลำตัว ถูกใครบางคนบั่นเป็นชิ้นเอาไปกระจายทิ้งไว้ทั่วป่า ถึงแม้จะรวบรวมทุกชิ้นส่วนมาเย็บกลับคืนเป็นร่างเดิม แต่ตัวเขาคงไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ความทรงจำเหมือนหนังสือที่ถูกใครบางคนกระชากหน้ากระดาษตรงนั้นตรงนี้ทิ้งจนเรื่องราวไม่ปะติดปะต่อ แต่ใครสน? ท้องหิวแปลว่ายังมีชีวิตอยู่ หากยังมีชีวิตอยู่แปลว่าเรื่องอื่นไม่สลักสำคัญ เขาคว้าช้อนมาจ้วงกินอาหารโดยไม่รอให้ย้ำเป็นครั้งที่สอง แทบไม่รับรู้ถึงรสชาติของแต่ละคำที่เคี้ยวกลืนลงคอ ที่สุดแล้วศักดิ์ศรีจะมีราคาค่างวดอะไรหากต้องอดตาย
บาทหลวงลากเก้าอี้ออกมานั่ง เฝ้ามองเขาพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจเหมือนราชสีห์ท้องอิ่มที่เอนตัวลงนอนอย่างสำราญ วินาทีนั้นเองที่นาร์กระลึกได้ในที่สุดว่าถาดอาหารที่เขายกมาในห้องคือมื้อค่ำของตัวเอง
ส่วนมื้อค่ำสำหรับบาทหลวงนั้นน่าจะเป็นตัวเขาเสียมากกว่า
.
.
.
ไม่มีใครสนใจชะตากรรมของเด็กชายเคราะห์ร้ายแม้ในคืนที่เขากรีดร้องด้วยความทรมานสุดเสียง
เป็นครั้งแรกที่เขาขัดขืน และบาทหลวงก็ไม่ลืมที่จะสั่งสอนว่าหมาที่ไม่เชื่อฟังย่อมถูกลงโทษ เด็กชายล้มลุกคลุกคลานมาจนถึงหน้าประตูที่ลงกลอนแน่น เมื่อไร้หนทางหนีจึงหันไปเผชิญหน้ากับปีศาจผู้เปลื้องคราบนักบุญออกทุกครั้งที่บานประตูปิดลง มันย่างเข้ามาหาเด็กชายพร้อมเหล็กเขี่ยฟืนในมือ ปลายแหลมสีแดงร้อนฉ่าครูดกับพื้นหินเป็นเสียงเสียดหู
นาร์กมองหน้าบาทหลวงสลับกับอาวุธร้อนที่เพิ่งนาบลงบนผิวของตัวเองเมื่อครู่ กลิ่นเนื้อไหม้แจ่มชัดในมโนสำนึกพร้อมกับสมองจินตนาการถึงร้อยแปดพันวิธีที่ปีศาจตนนี้จะสรรหามาทรมานตน แน่นอนว่ามันต้องใช้วิธีอันวิตถารที่สุด ทรมานที่สุด และคงไม่หยุดถึงแม้หัวใจของเขาจะหยุดเต้นและแขนขาของเขาไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับหุ่นชักที่สายขาด ภาพในหัวทำให้เด็กชายพะอืดพะอมจนต้องเบือนหน้าหนี ไม่มีประโยชน์ที่จะจำลองภาพการตายของตัวเอง บางทีหากเขาหลับตาเหมือนอย่างเคย เขาอาจจะหลอกตัวเองได้ว่าทุกอย่างเป็นเพียงฝันร้าย
ความปรารถนาของเจ้าคืออะไร
สายตาพลันเบนไปทางต้นเสียง ดวงตาสีแดงที่ตระหง่านอยู่บนกำแพงหินด้านหลังจ้องมองเขาไม่วางตา แขกไม่รับเชิญที่ผันตัวไปเป็นผู้เฝ้ามองทุกสัมผัสที่ถูกล่วงเกิน มันที่จงใจปล่อยเขาให้เป็นไปตามยถากรรมโดยไม่ปริปากพูดอะไร บัดนี้กลับยื่นมือเสนอตัวช่วย เสแสร้งแสดงตนว่าเป็นนักบุญโปรดสัตว์ หุบปาก เด็กชายคิด เม้มปากแน่นขณะที่บาทหลวงย่อตัวลงนั่งคร่อมบนร่างของเขา
ความปรารถนาของเจ้าคืออะไร
มันถามซ้ำ บาทหลวงเงื้อแท่งเหล็กร้อนขึ้น รอยยิ้มวิปริตที่อยู่บนใบหน้าของปีศาจแปรเปลี่ยนจากแจ่มชัดเป็นพร่ามัวด้วยน้ำตาร้อนรื้นคลอเบ้าตาของเด็กชาย
อยากมีชีวิตอยู่…
อยากมีชีวิต..
อยากมี..
อยาก..
อยากฆ่า..
อยากฆ่ามัน..
อยากฆ่ามันให้หมด…
“ฆ่ามัน ฆ่ามันให้หมด!” เสียงคำรามที่หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของเขาฟังดูไม่เหมือนเสียงของตัวเองที่เคยจำได้ ร่างกายสั่นเทิ้ม แต่ยากจะบอกว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความกลัว บางทีอาจเป็นทั้งสองอย่าง บาทหลวงชะงัก มองเด็กชายที่พูดกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยสายตาสังเวชเหมือนกำลังมองคนเสียสติ
ทุกสิ่งล้วนมีราคา
เสียงน่าขนลุกพูดต่ออย่างไม่รีบร้อนเหมือนมันเป็นเจ้าของเวลาทั้งหมดทั้งมวลในโลก ราวกับระยะห่างระหว่างความเป็นกับความตายของเด็กชายเป็นอนันต์และไม่ใช่เวลาหน่วยวินาที ดวงตายักษ์หรี่ลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวดูเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจ เด็กชายนึก แต่คนอย่างเขายังมีอะไรให้ต้องเสียอีก?
“อยากได้อะไรก็เอาไป!!” นาร์กแผดเสียง ในความเกรี้ยวโกรธเจือเสียงสะอื้น
ย่อมได้…
สิ้นเสียงของมัน เด็กชายก็รู้สึกถึงน้ำหนักของอะไรบางอย่างถ่วงอยู่ในกระเป๋าด้านในเสื้อคลุม เขาสอดมือเข้าไปสัมผัสมัน คมของโลหะเย็นเยียบ ทว่าเมื่อพลั้งมือสัมผัสกลับให้ความรู้สึกเหมือนแตะของร้อน
กริช
นาร์กคลำหาด้ามจับอย่างเร่งรีบ ไม่หวั่นแม้มือตัวเองจะโดนบาด เมื่อหาตัวด้ามเจอ เด็กชายก็กำกริชในมือแน่น สมองพลันนึกถึงพ่อและแม่ที่ใช้ตลอดทั้งชีวิตทำตัวเป็นหญ้าลู่อ่อนไปตามลมเหมือนคนขลาดที่ไม่ยืนหยัดเพื่อตัวเอง ใช่ ความขลาดอาจทำให้มีชีวิตรอด แต่เป็นความโกรธต่างหากที่ทำให้เอาตัวรอด เป็นความโกรธต่างหากที่ทำให้แข็งแกร่ง
โทสะสูบฉีดเลือดในกายให้เดือดพล่าน มอบพละกำลังที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่ามี ก่อนอีกฝ่ายจะทันได้ส่งเสียง กริชในมือของเด็กชายก็ฝังลึกเข้าไปบริเวณท้องของบาทหลวงจนมิดด้าม ผิวที่ถูกคมมีดสัมผัสแยกออกจากกันง่ายดายเหมือนผิวของผลไม้ที่สุกงอมจนปริแตก ของเหลวสีแดงข้นรินหลั่งจากปากแผลขยายวงกว้างบนเสื้อตัวในสีขาวเหมือนหย่อมดอกพลับพลึงแดงที่พร้อมใจกันเบ่งบานในฤดูร้อน เด็กชายรู้สึกถึงกล้ามเนื้อบนใบหน้าของตนที่กระตุกเป็นรอยยิ้ม
นาร์กระเบิดหัวเราะ ขบขันจนเกือบหายใจไม่ทัน สมน้ำหน้า ตอนนี้ใครกันแน่ที่เป็นหมาจนตรอก เขาถีบบาทหลวงที่กรีดร้องและพยายามตะกายลุกขึ้นให้กลับไปนอนแผ่บนพื้นก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งคร่อม สองมือจับด้ามกริชที่ปักคาไว้แล้วดึงมันออกมา
แล้วปักลงไปอีกครั้ง แต่ละครั้งด้วยความเกลียดชังทวีคูณ
หนึ่ง สอง สาม สี่
…
เด็กชายนับ จนกระทั่งลืมนับ
เด็กชายนับ จนกระทั่งแทบไม่รู้สึกถึงแรงเสียดทานยามดึงกริชออกเพราะไม่มีตารางนิ้วใดที่ไม่ถูกจุมพิตด้วยคมมีด
ในที่สุดนาร์กก็หยุดและโยนกริชทิ้งไว้ข้างตัวเมื่อการจ้วงแทงไม่ทำให้หัวใจของเขาสูบฉีดด้วยความตื่นเต้นอีกต่อไป เด็กชายเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดวงตาสีแดงที่จ้องมองทุกการกระทำของเขาอย่างใคร่รู้ อันที่จริงเขาเกือบลืมไปด้วยซ้ำว่ามันคือพยานปากเอกของอาชญากรรมที่เขาก่อ เขาลุกขึ้น เนื้อตัวชื้นแฉะด้วยของเหลวอุ่นจนทุกก้าวทิ้งหยดสีแดงเป็นทางขณะเดินไปคว้าตะเกียงบนโต๊ะมาทุ่มลงบนพื้นหิน น้ำมันกลิ่นหืนหกกระจายเป็นแอ่งเล็กๆ แทรกซึมไปตามรอยแยกระหว่างก้อนอิฐ ก่อนดวงไฟในตะเกียงจะติดน้ำมัน และเปลวไฟโหมลามไปติดเตียงไม้และผ้าห่ม
ในยามวิกาลเช่นนี้ สาวกทุกคนที่หลับใหลในห้องพักของตัวเองคงไม่มีโอกาสได้หนีเอาชีวิตรอดจากกองไฟ แต่ช่างปะไร อีกเสียงในหัวแย้ง ทำไมเขาต้องแบกรับน้ำหนักของความเวทนาให้กับคนที่ไม่เคยหยิบยื่นความเมตตาให้กับเขา ทุกคนที่ไม่เคยยินดียินร้ายกับความอาภัพของเขาสมควรตาย
สองขาที่เคยพาเขาโซซัดโซเซกลับมายังโบสถ์ บัดนี้กำลังพาเขาเดินออกไปจากที่นี่
นาร์กหันไปมองโบสถ์ในกองเพลิงเป็นครั้งสุดท้าย ใช้ความเกลียดชังต่างตราประทับผนึกภาพความล่มสลายของมันเอาไว้ในทุกอณูของร่างกาย
เด็กชายท่องในใจอีกครั้งเมื่อเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องระงม
ทุกคนที่ไม่เคยยินดียินร้ายกับความอาภัพของเขาสมควรตาย
NARKE II
In a tangled dream
Write : Galactic Lunarr
Trigger Warning :
Blood / Gore (เลือด, ฉากสยดสยอง)
Child Abuse (เด็กถูกทำร้าย)
Child Grooming (การล่อลวงเด็ก)
Child Sexual Abuse (การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก)
Manipulation (การชักจูง บงการ หรือควบคุมทางจิตใจ/อารมณ์)
Violence (ความรุนแรง)
Death (การเสียชีวิต)
** ทางผู้เขียนไม่มีเจตนาสนับสนุนหรือส่งเสริมการล่วงละเมิด ความรุนแรง หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายใด ๆ ที่ปรากฏในงานเขียนทั้งสิ้น **

“หนีไป”
ในบรรดาคำพูดสั่งเสียของพ่อ นี่คือสิ่งเดียวที่จำได้เหมือนมีเหล็กร้อนประทับลงบนสมอง
แต่เด็กคนหนึ่งจะทำอะไรได้ในโลกของผู้ใหญ่ หลังจากเร่ร่อนอยู่ตัวคนเดียวในเมืองได้ไม่กี่วัน สองเท้าและท้องที่แสบร้อนของเขาก็พาตัวเองกลับมาที่โบสถ์
เป็นไปตามคาด ไม่มีใครใส่ใจเรื่องที่พ่อแม่ของเขาหายไปอย่างเป็นปริศนาพร้อมคราบเลือดและร่องรอยของบ้านที่ถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย ผู้คนลือกันไปต่าง ๆ นานาว่าเป็นฝีมือของสัตว์ป่า ไม่ก็ภูตผีปีศาจที่ไหนก็ตามแต่จะสรรหามาอธิบายสิ่งเหนือธรรมชาติที่ยากเกินความเข้าใจ ส่วนนาร์กกลายเป็นเด็กชายเคราะห์ร้ายที่โบสถ์รับไปเลี้ยงด้วยความเมตตา
“เป็นหมาบ้านที่โดนล่ามก็ยังดีกว่าเป็นหมาจร” บาทหลวงว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนสิ่งที่ตนพูดเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ควรมีใครโต้แย้ง เขาดันชามใส่ซุปบนโต๊ะไปจ่อตรงหน้าเด็กชาย ฮู้ดที่ปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งทำให้เด็กชายมองเห็นเพียงรอยยิ้มจางระบายที่มุมปาก “อย่างน้อยหมาบ้านก็ยังมีข้าวให้กิน”
ศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่ถูกสงวนให้เฉพาะคนที่มีมันเท่านั้น สำหรับเขาแล้วมันคือราคาที่ยอมจ่ายเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด เด็กชายยกซุปขึ้นซด ตะกรุมตะกรามเหมือนสัตว์ป่าหิวโซแม้อาหารตรงหน้าจะเป็นเพียงของเหลวเย็นชืดรสชาติจืดจาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นาร์กก็ติดสอยห้อยตามบาทหลวงไปเกือบทั่วทุกแห่งตามที่ได้รับสั่ง เหมือนสุนัขตัวหนึ่งที่กระดิกหางตามติดเจ้าของต้อย ๆ เพราะได้กลิ่นอาหาร หาใช่เพราะความซื่อสัตย์
หลายสัปดาห์รู้สึกยาวนานนับแรมปี วันหนึ่งเด็กชายได้รับมอบหมายให้นำมื้อค่ำไปให้บาทหลวงที่ห้องพักซึ่งปกติเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้ใครเข้าไปก่อนได้รับอนุญาตแม้จะเป็นสมาชิกลัทธิระดับสูงก็ตาม นาร์กประหลาดใจที่ห้องของบาทหลวงแทบไม่ต่างอะไรจากห้องของเขาหรือผู้ศรัทธาคนอื่น ๆ มากนัก มีเพียงเครื่องเรือนน้อยชิ้น เตียง โต๊ะ ตู้ หน้าต่างบานเล็ก และของจุกจิกอย่างตะเกียงและเหยือกใส่น้ำ เด็กชายรีบวางถาดอาหารบนโต๊ะไม้ก่อนจะรีบค้อมหัวขอตัวกลับไปยังโรงครัวเพื่อกินอาหารส่วนของตนบ้าง แต่ก่อนจะมีโอกาสได้ทำเช่นนั้น ประตูด้านหลังก็เหวี่ยงปิดพร้อมเสียงลงกลอนเบา ๆ
นาร์กหันขวับไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็วเหมือนกวางขี้ระแวงที่ตกใจเมื่อได้ยินเสียงสวบสาบของกิ่งไม้ใบหญ้า บาทหลวงยืนขวางระหว่างตัวเขากับประตู ฮู้ดที่เคยบดบังหน้าถูกปลดออก ในที่สุดนาร์กก็ได้เห็นบาทหลวงเต็มสองตาเพราะเดิมทีเขามักเลี่ยงการมองใบหน้าของคนและเลือกที่จะมองพื้นหินไม่ก็เท้าของตัวเองมากกว่า ดวงตาของบาทหลวงเป็นสีฟ้าซีดไร้ประกายอย่างน่าประหลาด และแม้จะยืนห่างกันเกินสองช่วงแขนแต่นาร์กก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่ลามเลียตามเนื้อตัวของเขาอย่างกับอสรพิษลิ้นแฉกที่สำรวจกลิ่นของเหยื่อผ่านอณูในอากาศ
นาร์กยืนตัวแข็งทื่อ แม้รู้ว่าตกอยู่ในอันตรายแต่กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายกลับไม่ตอบสนองขณะที่บาทหลวงเข้ามาประชิดตัวก่อนจะพลิกร่างเด็กชายให้หันหลังราวกับเขาไม่ได้รับอนุญาตให้มอง มือเย็นเยียบสอดเข้ามาใต้ชายเสื้อโดยไม่ถามความยินยอม เด็กชายได้แต่หลับตาและปล่อยให้อีกฝ่ายตักตวงเนื้อตัวจนสมใจพลางกล่อมตัวเองว่าหากเขาไม่เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตนด้วยสองตาแปลว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น
.
.
.
นาร์กจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นจากนั้น ได้สติอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงท้องที่ว่างมาค่อนวันขู่กรรโชก กรดรสชาติแสบร้อนตีรื้นขึ้นมาถึงคอหอย เขายังคงอยู่ในห้องของนักบวช นั่งหมิ่นเหม่บนเก้าอี้ไม้ เสื้อผ้ายับยู่ยี่และกระดุมที่กลัดผิดเม็ด
“อาหารชืดหมดแล้ว รีบกินซะสิ” บาทหลวงดันถาดอาหารไปตรงหน้านาร์กเหมือนวันนั้นที่เขาซมซานกลับมาถึงแม้จะจำได้ดีว่าพ่อบอกให้หนีไป
เด็กชายมองอาหารในถาดนิ่ง สมองขาวโพลน ประสาทสัมผัสด้านชาเหมือนร่างกายนี้ไม่ใช่ของเขา ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่ประกอบกันเป็นตัวเขา ทั้งแขน ขา หัว หรือลำตัว ถูกใครบางคนบั่นเป็นชิ้นเอาไปกระจายทิ้งไว้ทั่วป่า ถึงแม้จะรวบรวมทุกชิ้นส่วนมาเย็บกลับคืนเป็นร่างเดิม แต่ตัวเขาคงไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ความทรงจำเหมือนหนังสือที่ถูกใครบางคนกระชากหน้ากระดาษตรงนั้นตรงนี้ทิ้งจนเรื่องราวไม่ปะติดปะต่อ แต่ใครสน? ท้องหิวแปลว่ายังมีชีวิตอยู่ หากยังมีชีวิตอยู่แปลว่าเรื่องอื่นไม่สลักสำคัญ เขาคว้าช้อนมาจ้วงกินอาหารโดยไม่รอให้ย้ำเป็นครั้งที่สอง แทบไม่รับรู้ถึงรสชาติของแต่ละคำที่เคี้ยวกลืนลงคอ ที่สุดแล้วศักดิ์ศรีจะมีราคาค่างวดอะไรหากต้องอดตาย
บาทหลวงลากเก้าอี้ออกมานั่ง เฝ้ามองเขาพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจเหมือนราชสีห์ท้องอิ่มที่เอนตัวลงนอนอย่างสำราญ วินาทีนั้นเองที่นาร์กระลึกได้ในที่สุดว่าถาดอาหารที่เขายกมาในห้องคือมื้อค่ำของตัวเอง
ส่วนมื้อค่ำสำหรับบาทหลวงนั้นน่าจะเป็นตัวเขาเสียมากกว่า
.
.
.
ไม่มีใครสนใจชะตากรรมของเด็กชายเคราะห์ร้ายแม้ในคืนที่เขากรีดร้องด้วยความทรมานสุดเสียง
เป็นครั้งแรกที่เขาขัดขืน และบาทหลวงก็ไม่ลืมที่จะสั่งสอนว่าหมาที่ไม่เชื่อฟังย่อมถูกลงโทษ เด็กชายล้มลุกคลุกคลานมาจนถึงหน้าประตูที่ลงกลอนแน่น เมื่อไร้หนทางหนีจึงหันไปเผชิญหน้ากับปีศาจผู้เปลื้องคราบนักบุญออกทุกครั้งที่บานประตูปิดลง มันย่างเข้ามาหาเด็กชายพร้อมเหล็กเขี่ยฟืนในมือ ปลายแหลมสีแดงร้อนฉ่าครูดกับพื้นหินเป็นเสียงเสียดหู
นาร์กมองหน้าบาทหลวงสลับกับอาวุธร้อนที่เพิ่งนาบลงบนผิวของตัวเองเมื่อครู่ กลิ่นเนื้อไหม้แจ่มชัดในมโนสำนึกพร้อมกับสมองจินตนาการถึงร้อยแปดพันวิธีที่ปีศาจตนนี้จะสรรหามาทรมานตน แน่นอนว่ามันต้องใช้วิธีอันวิตถารที่สุด ทรมานที่สุด และคงไม่หยุดถึงแม้หัวใจของเขาจะหยุดเต้นและแขนขาของเขาไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับหุ่นชักที่สายขาด ภาพในหัวทำให้เด็กชายพะอืดพะอมจนต้องเบือนหน้าหนี ไม่มีประโยชน์ที่จะจำลองภาพการตายของตัวเอง บางทีหากเขาหลับตาเหมือนอย่างเคย เขาอาจจะหลอกตัวเองได้ว่าทุกอย่างเป็นเพียงฝันร้าย
ความปรารถนาของเจ้าคืออะไร
สายตาพลันเบนไปทางต้นเสียง ดวงตาสีแดงที่ตระหง่านอยู่บนกำแพงหินด้านหลังจ้องมองเขาไม่วางตา แขกไม่รับเชิญที่ผันตัวไปเป็นผู้เฝ้ามองทุกสัมผัสที่ถูกล่วงเกิน มันที่จงใจปล่อยเขาให้เป็นไปตามยถากรรมโดยไม่ปริปากพูดอะไร บัดนี้กลับยื่นมือเสนอตัวช่วย เสแสร้งแสดงตนว่าเป็นนักบุญโปรดสัตว์ หุบปาก เด็กชายคิด เม้มปากแน่นขณะที่บาทหลวงย่อตัวลงนั่งคร่อมบนร่างของเขา
ความปรารถนาของเจ้าคืออะไร
มันถามซ้ำ บาทหลวงเงื้อแท่งเหล็กร้อนขึ้น รอยยิ้มวิปริตที่อยู่บนใบหน้าของปีศาจแปรเปลี่ยนจากแจ่มชัดเป็นพร่ามัวด้วยน้ำตาร้อนรื้นคลอเบ้าตาของเด็กชาย
อยากมีชีวิตอยู่…
อยากมีชีวิต..
อยากมี..
อยาก..
อยากฆ่า..
อยากฆ่ามัน..
อยากฆ่ามันให้หมด…
“ฆ่ามัน ฆ่ามันให้หมด!” เสียงคำรามที่หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของเขาฟังดูไม่เหมือนเสียงของตัวเองที่เคยจำได้ ร่างกายสั่นเทิ้ม แต่ยากจะบอกว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความกลัว บางทีอาจเป็นทั้งสองอย่าง บาทหลวงชะงัก มองเด็กชายที่พูดกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยสายตาสังเวชเหมือนกำลังมองคนเสียสติ
ทุกสิ่งล้วนมีราคา
เสียงน่าขนลุกพูดต่ออย่างไม่รีบร้อนเหมือนมันเป็นเจ้าของเวลาทั้งหมดทั้งมวลในโลก ราวกับระยะห่างระหว่างความเป็นกับความตายของเด็กชายเป็นอนันต์และไม่ใช่เวลาหน่วยวินาที ดวงตายักษ์หรี่ลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวดูเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจ เด็กชายนึก แต่คนอย่างเขายังมีอะไรให้ต้องเสียอีก?
“อยากได้อะไรก็เอาไป!!” นาร์กแผดเสียง ในความเกรี้ยวโกรธเจือเสียงสะอื้น
ย่อมได้…
สิ้นเสียงของมัน เด็กชายก็รู้สึกถึงน้ำหนักของอะไรบางอย่างถ่วงอยู่ในกระเป๋าด้านในเสื้อคลุม เขาสอดมือเข้าไปสัมผัสมัน คมของโลหะเย็นเยียบ ทว่าเมื่อพลั้งมือสัมผัสกลับให้ความรู้สึกเหมือนแตะของร้อน
กริช
นาร์กคลำหาด้ามจับอย่างเร่งรีบ ไม่หวั่นแม้มือตัวเองจะโดนบาด เมื่อหาตัวด้ามเจอ เด็กชายก็กำกริชในมือแน่น สมองพลันนึกถึงพ่อและแม่ที่ใช้ตลอดทั้งชีวิตทำตัวเป็นหญ้าลู่อ่อนไปตามลมเหมือนคนขลาดที่ไม่ยืนหยัดเพื่อตัวเอง ใช่ ความขลาดอาจทำให้มีชีวิตรอด แต่เป็นความโกรธต่างหากที่ทำให้เอาตัวรอด เป็นความโกรธต่างหากที่ทำให้แข็งแกร่ง
โทสะสูบฉีดเลือดในกายให้เดือดพล่าน มอบพละกำลังที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่ามี ก่อนอีกฝ่ายจะทันได้ส่งเสียง กริชในมือของเด็กชายก็ฝังลึกเข้าไปบริเวณท้องของบาทหลวงจนมิดด้าม ผิวที่ถูกคมมีดสัมผัสแยกออกจากกันง่ายดายเหมือนผิวของผลไม้ที่สุกงอมจนปริแตก ของเหลวสีแดงข้นรินหลั่งจากปากแผลขยายวงกว้างบนเสื้อตัวในสีขาวเหมือนหย่อมดอกพลับพลึงแดงที่พร้อมใจกันเบ่งบานในฤดูร้อน เด็กชายรู้สึกถึงกล้ามเนื้อบนใบหน้าของตนที่กระตุกเป็นรอยยิ้ม
นาร์กระเบิดหัวเราะ ขบขันจนเกือบหายใจไม่ทัน สมน้ำหน้า ตอนนี้ใครกันแน่ที่เป็นหมาจนตรอก เขาถีบบาทหลวงที่กรีดร้องและพยายามตะกายลุกขึ้นให้กลับไปนอนแผ่บนพื้นก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งคร่อม สองมือจับด้ามกริชที่ปักคาไว้แล้วดึงมันออกมา
แล้วปักลงไปอีกครั้ง แต่ละครั้งด้วยความเกลียดชังทวีคูณ
หนึ่ง สอง สาม สี่
…
เด็กชายนับ จนกระทั่งลืมนับ
เด็กชายนับ จนกระทั่งแทบไม่รู้สึกถึงแรงเสียดทานยามดึงกริชออกเพราะไม่มีตารางนิ้วใดที่ไม่ถูกจุมพิตด้วยคมมีด
ในที่สุดนาร์กก็หยุดและโยนกริชทิ้งไว้ข้างตัวเมื่อการจ้วงแทงไม่ทำให้หัวใจของเขาสูบฉีดด้วยความตื่นเต้นอีกต่อไป เด็กชายเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดวงตาสีแดงที่จ้องมองทุกการกระทำของเขาอย่างใคร่รู้ อันที่จริงเขาเกือบลืมไปด้วยซ้ำว่ามันคือพยานปากเอกของอาชญากรรมที่เขาก่อ เขาลุกขึ้น เนื้อตัวชื้นแฉะด้วยของเหลวอุ่นจนทุกก้าวทิ้งหยดสีแดงเป็นทางขณะเดินไปคว้าตะเกียงบนโต๊ะมาทุ่มลงบนพื้นหิน น้ำมันกลิ่นหืนหกกระจายเป็นแอ่งเล็กๆ แทรกซึมไปตามรอยแยกระหว่างก้อนอิฐ ก่อนดวงไฟในตะเกียงจะติดน้ำมัน และเปลวไฟโหมลามไปติดเตียงไม้และผ้าห่ม
ในยามวิกาลเช่นนี้ สาวกทุกคนที่หลับใหลในห้องพักของตัวเองคงไม่มีโอกาสได้หนีเอาชีวิตรอดจากกองไฟ แต่ช่างปะไร อีกเสียงในหัวแย้ง ทำไมเขาต้องแบกรับน้ำหนักของความเวทนาให้กับคนที่ไม่เคยหยิบยื่นความเมตตาให้กับเขา ทุกคนที่ไม่เคยยินดียินร้ายกับความอาภัพของเขาสมควรตาย
สองขาที่เคยพาเขาโซซัดโซเซกลับมายังโบสถ์ บัดนี้กำลังพาเขาเดินออกไปจากที่นี่
นาร์กหันไปมองโบสถ์ในกองเพลิงเป็นครั้งสุดท้าย ใช้ความเกลียดชังต่างตราประทับผนึกภาพความล่มสลายของมันเอาไว้ในทุกอณูของร่างกาย
เด็กชายท่องในใจอีกครั้งเมื่อเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องระงม
ทุกคนที่ไม่เคยยินดียินร้ายกับความอาภัพของเขาสมควรตาย
