Narke-Chapter3

NARKE III

A Girl Out of Place
Write : Galactic Lunarr

    

      เด็กชายนั่งหายใจรวยริน พิงกำแพงหินในตรอกสกปรกที่เต็มไปด้วยกลิ่นของความอดอยาก

      กลิ่นของมันประกอบด้วยกลิ่นบูดของเศษอาหารที่มีคนนำมาทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ กลิ่นฉุนเปรี้ยวจากอาเจียนของคนที่พยายามยัดเศษอาหารเหล่านั้นเข้าปากเพื่อประทังชีวิต และกลิ่นเหม็นเน่าจากสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์แต่บัดนี้กลับกลายเป็นอาหารต่อชีวิตให้เหล่านกกาและหนอนแมลง

      นาร์กเบือนหน้าหนีจากภาพตรงหน้าที่อาจเป็นชะตากรรมของเขาในอนาคต สายตาว่างเปล่าทอดมองต้นไม้ต้นเล็กในซอกหินซึ่งเป็นเพียงสิ่งเดียวที่พอจะน่ามองอยู่บ้างในตรอกอันแร้นแค้นที่คนมักจะเดินเลี่ยงแห่งนี้ ยอดเขียวอ่อนของมันยังคงชูชันอย่างมั่นคงขณะที่พลังชีวิตของเขาเหลือน้อยลงทุกที

      ถ้าชาติหน้ามีจริง เขาอยากจะเกิดเป็นต้นไม้ 

      ต้นไม้ที่แม้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมอันยากจะเติบโตแต่กลับพยายามสุดชีวิตที่จะหยั่งรากของมันลงไปตามรอยแตกแยกของหิน และถึงแม้จะถูกภัยหนาวรุมเร้า แต่เมล็ดพันธุ์ก็ยังแทงยอดอ่อนงอกกลับขึ้นมาใหม่อย่างไม่ย่อท้อเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง 

      ในทางกลับกัน ร่างกายมนุษย์นั้นช่างเปราะบางและใช้ทรัพยากรมากมายเหลือเกินในการต่อลมหายใจให้มีชีวิตอยู่ เพียงขาดน้ำหรือข้าวเป็นเวลาไม่กี่วันกลับอ่อนแออย่างเหลือเชื่อ ในยามสิ้นลมก็ไม่มีสิ่งดีงามใดจะงอกเงยกลับขึ้นมาจากร่างที่เน่าเปื่อย

      ถ้าชาติหน้ามีจริงเขาอยากจะเกิดเป็นต้นไม้ แต่อย่างที่คนว่ากันว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ตั้งแต่เป็นอิสระจากโบสถ์ ตัวเขาเองก็ผันตัวมาเป็นหัวขโมยไม่ต่างจากพ่อ ลักเล็กขโมยน้อยพอให้มีอะไรประทังชีวิตแม้หลายครั้งหลายคราจะถูกตะเพิดไล่หรือทุบตี หากเขาเป็นต้นไม้ ก็คงจะเป็นได้แค่พืชปรสิตที่เกาะอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ไม่สร้างผลประโยชน์ใดให้กับใคร และไม่เป็นที่ต้องการ

      แต่ในความสิ้นหวัง ก็นับว่าโชคชะตาก็ยังพอมีเมตตาอยู่บ้าง ภรรยาเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้เห็นเขาเข้ามาคุ้ยหาเศษอาหารจากกองขยะหลังครัวรับเขาเข้าทำงานแลกกับอาหารและที่ซุกหัวนอนในโรงม้า หน้าที่ของเขาประกอบด้วยการนั่งหลังขดหลังแข็งปอกมันฝรั่งในโรงครัว ดูแลทำความสะอาดคอกม้า รวมไปถึงการนำอาหารไปเสิร์ฟตามโต๊ะในวันที่คนขาด ทั้งหมดนี้แลกกับขนมปังหนึ่งก้อนและซุปหนึ่งถ้วย แต่เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

.

.

.

      โรงเตี๊ยมราวกับสถานที่ต่างมิติที่เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาและนักเดินทางที่มาพร้อมเรื่องราวที่กระซิบกระซาบแลกเปลี่ยนกันผ่านอาหารและเครื่องดื่มบนโต๊ะ แม้จะรู้สึกประดักประเดิดที่ต้องอยู่ท่ามกลางผู้คน แต่เด็กชายก็มักจะใช้โอกาสนี้ลอบฟังด้วยหวังว่าจะมีใครหยิบข่าวสารเกี่ยวกับลัทธิวิวรณ์ขึ้นมาพูดคุย ไม่มีเรื่องใดที่เขาจะอยากรู้มากไปกว่าเรื่องของลัทธิที่พรากทุกสิ่งอันน้อยนิดที่เขามีไปจนแทบไม่เหลืออะไรนอกจากชีวิตรอด และหากเขาจะแก้แค้น เขาควรจะรู้จักศัตรูของตัวเองให้ดีกว่านี้

      วันนี้ก็เช่นกัน เด็กชายเงี่ยหูฟังโต๊ะมุมที่กำลังกระซิบกระซาบพูดคุยเรื่องเพลิงไหม้ปริศนาที่โบสถ์ราคะกับการเสียชีวิตของบาทหลวงและผู้ศรัทธา โบสถ์ถูกเผาเป็นเถ้าถ่าน ไม่มีร่องรอยให้สืบสาวหาต้นตอ และไม่มีใครรอดชีวิต

      นอกเสียจาก…

      “ไอ้หนู” ชายวัยกลางคนที่นั่งตรงโต๊ะกลมข้างตัวเด็กชายโบกแก้วว่างเปล่าในมือเป็นเชิงบอกให้นำเครื่องดื่มมาเติม

      แต่เด็กชายที่กำลังจดจ่อกับบทสนทนาของอีกโต๊ะไม่ได้ยิน

      “ได้ยินไหมเนี่ย ไอ้หนู” มือชายแปลกหน้าคว้าหมับที่แขนเมื่อเด็กชายไม่ตอบสนอง

      ขนบนกายของเด็กชายลุกเกรียวด้วยความขยะแขยง แม้สมองยังประมวลผลไม่ทันแต่ร่างกายย่อมจำได้เสมอว่าการถูกต้องเนื้อตัวโดยไม่ถามความยินยอมนั้นน่าสะอิดสะเอียนเพียงใด กระแสโทสะร้อนรุ่มที่ไวกว่าความคิดทำให้สติพลันขาดผึง ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วเหมือนปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายที่ชักมือออกเมื่อสัมผัสของร้อน นาร์กหันขวับพร้อมคว้าเหยือกน้ำใกล้มือฟาดเข้าไปบนหัวของชายแปลกหน้าที่สมองแผดร้องว่าเป็นภัยคุกคามเต็มแรง ตุ่บ น้ำกระฉอก ชายผู้โชคร้ายล้มลงไปกองที่พื้น เด็กชายเห็นภาพบาทหลวงซ้อนทับในครรลองสายตา แสยะยิ้มให้เขาแม้กะโหลกด้านหนึ่งยุบผิดรูป

      เด็กชายกระโดดขึ้นคร่อมร่างของคนที่ควรจะตายไปนานแล้วแต่กลับตามมาหลอกหลอนเขาทั้งในโลกแห่งความฝันและความจริง มือที่ถือเหยือกใบใหญ่เงื้อขึ้นแล้วฟาดลงซ้ำด้วยความโกรธที่เดือดพล่านเหมือนพิษร้าย แต่ทุกๆ ครั้ง หน้าของบาทหลวงก็จะหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มให้เขาเสมอแม้ใบหน้าจะปูดโปนบิดเบี้ยว

      ใครบางคนกระชากตัวแยกเขาออกมาจากร่างบนพื้น ท่ามกลางความวุ่นวายและเสียงกรีดร้องในโรงเตี๊ยม เด็กชายพาตัวเองหนีออกไปทางประตูด้านหลัง เขาซ่อนตัวในเงามืดของตรอกซอกซอย เฝ้ารอให้เสียงเกรี้ยวกราดของกลุ่มคนที่ตามคิดบัญชีแค้นเงียบหายไปก่อนจะกลับไปที่โรงเตี๊ยมตอนรุ่งสาง ภรรยาเจ้าของโรงเตี๊ยมเป็นผู้เปิดประตูให้ หล่อนพิจารณาเขาด้วยสายตาที่ยากจะอ่าน ก่อนจะปิดประตูใส่หน้าเขาโดยไม่พูดอะไร

      เป็นอีกครั้งที่เขาต้องกลับมานอนอยู่บนถนน เป็นอีกครั้งที่เขาต้องกลับมาเป็นหัวขโมย

      บางทีบาทหลวงอาจจะพูดถูก เป็นหมาบ้านที่โดนล่ามแต่ท้องอิ่มย่อมดีกว่าเป็นหมาจรที่หิวโซ ป่านนี้ปีศาจตนนั้นที่เคยข่มเหงเขาอาจจะกำลังเฝ้ามองอยู่จากที่ไหนสักแห่งแล้วเยาะเย้ยด้วยรอยยิ้มเหยียดหยันบนใบหน้าว่า บอกแล้วไม่เชื่อ

      เปลือกตาที่หนักอึ้งหลุบลง ช่วงนี้แม้แต่ห้วงนิทราก็ไม่อาจทำให้ความรู้สึกแสบร้อนในท้องทุเลา แต่นอกจากฝืนตัวเองให้หลับแล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นที่เขาทำได้นอกจากยอมรับชะตากรรม

      “นี่…รับไปสิ”

      เสียงใครบางคนปลุกเด็กชายให้ลืมตา

      สิ่งแรกที่เห็นคือดวงตาสีอำพันสวยคู่หนึ่งที่ทำให้เขานึกถึงดวงตาของกวาง อ่อนโยน แต่ก็อมทุกข์ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่เห็นเป็นลำดับต่อมาคือก้อนขนมปังในมือของเด็กสาวตรงหน้าที่ยื่นมาให้

      นาร์กยื่นมือไปรับขนมปัง ก่อนจะตะกรุมตะกรามกินมันหมดภายในพริบตา

.

.

.

      นาร์กไม่แน่ใจว่าเด็กสาวหาตัวเขาเจอได้อย่างไร ทว่าตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เธอก็มักจะโผล่มาหาเขาพร้อมอาหาร 

      ในช่วงแรก เธอพยายามชวนเขาคุยเรื่องที่ไม่สลักสำคัญอะไรเช่นเรื่องดินฟ้าอากาศ ทุกครั้งนาร์กจะตอบคำถามของเธอด้วยความเงียบและสายตาระแวดระวังเหมือนสัตว์จรที่ไม่ไว้ใจมนุษย์ ซึ่งเธอก็มักจะรับมือด้วยการหัวเราะเก้อๆ กลบเกลื่อนความผิดหวัง แต่เมื่อพบกันในวันถัดไปก็พยายามชวนคุยอีกครั้งอย่างไม่ย่อท้อ

      ในที่สุด ความตั้งใจแน่วแน่เป็นเวลาสองสัปดาห์เต็มๆ ของเธอก็เกิดผล

      “ขอบใจ” เด็กชายปริปากพูดเป็นครั้งแรกขณะรับห่ออาหารเที่ยงมาแกะ ส่วนเด็กสาวทำหน้าดีใจเหมือนมารดาที่ได้ยินลูกน้อยเอ่ยคำว่า แม่ เป็นครั้งแรกในชีวิต

      “เธอ…ชื่ออะไรน่ะ” เด็กสาวถาม 

      เด็กชายขมวดคิ้ว หรี่ตามองเด็กสาวอย่างพิจารณา

      ไม่ว่าเธอจะพยายามทำตัวให้กลมกลืนแค่ไหน แต่เขาก็บอกได้ในทันทีว่าเธอมาจากสังคมที่แตกต่างจากเขาอย่างสิ้นเชิง ผิวพรรณของเธอสะอาดสะอ้าน มืออ่อนนุ่มไม่เคยผ่านการทำงานหนัก ไหนจะวิธีพูดชัดถ้อยชัดคำแต่ไม่ติดสำเนียงหยาบกระด้างและแววตาไร้เดียงสาเกินกว่าจะเอาตัวรอดได้ในสภาพแวดล้อมแบบนี้

      เขาต่างหากที่ควรเป็นฝ่ายถามว่า เธอเป็นใครกันแน่ และ มาทำอะไรในที่แบบนี้

      “อ้อ จะถามชื่อใครก็ควรแนะนำตัวเองก่อนสินะ” เธอว่าเหมือนเพิ่งนึกได้ “ฉันชื่อ…”

      นาร์กจ้องหน้าเธอเขม็ง รอคอยคำตอบ

      “ชื่อ……..” เธอลากเสียงยาวเหมือนกำลังใช้ความคิด ซึ่งหากไม่ใช่เพราะความทรงจำแย่เสียจนจำชื่อตัวเองไม่ได้ (ซึ่งไม่น่าใช่) ก็อาจจะเป็นเพราะโกหกไม่เก่งแต่ต้องพยายามสร้างเรื่องเท็จ

      “ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกก็ได้” เด็กชายตัดบทอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะหันกลับไปงับขนมปังในมือต่อ

      “ขอโทษนะ…” เธอเอ่ยเบาๆ ไหล่ตกเหมือนคนรู้สึกผิดก่อนจะรีบสรรหาเรื่องอื่นมาคุยต่อไม่ให้บรรยากาศน่าอึดอัดมากไปกว่านี้ “สร้อยคอ…สวยดีนะ” เด็กสาวพยักหน้าไปทางจี้สีมรกตที่ดูเหมือนจะเป็นของมีค่าเพียงสิ่งเดียวที่เขามีติดตัว

      “พ่อให้มา” เด็กชายตอบห้วนๆ ก่อนที่จะโดนฆ่าตาย เขาเติมประโยคหลังเองในใจ

      “ท่าทางพ่อคงรักเธอน่าดูเลย”

      นาร์กชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ

      “ฮื่อ”

.

.

.

      “เธออ่านหนังสือออกไหม?”

      เด็กสาวถามขึ้นมาในบ่ายวันหนึ่งขณะที่เด็กสองคนผู้ต่างไม่รู้ชื่อของกันและกันกำลังนั่งเล่นในพื้นที่รกร้างตรงชายขอบสลัม

      เด็กชายเกาแก้มตัวเอง ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะให้คำตอบ เขาจำได้ว่าแม่เคยสอนเขาอ่านเขียนอยู่บ้าง แต่เพราะแม่ของเขาเองก็ไม่ใช่คนอ่านออกเขียนคล่อง เมื่อเรียนถึงจุดหนึ่งที่เกินขอบเขตสิ่งที่แม่เข้าใจ บทเรียนของเขาจึงชะงักลงแค่นั้น

      “…นิดหน่อย”

      “ถ้าอ่านออกเขียนได้ เธออาจจะได้ออกไปจากที่นี่” เธอว่า ทั้งสองเข้าใจตรงกันในทันทีโดยไม่ต้องขยายความว่า ที่นี่ คือที่ไหน ออกไปจากที่นี่? นาร์กทวนในใจ อย่างเขาจะทำได้หรือ? เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองฟ้าราวกับมีคำตอบเขียนอยู่บนนั้น

      วันถัดมา เด็กสาวกลับมาด้วยทีท่ากระตือรือร้นที่ซ่อนไม่มิดพร้อมหนังสือปกแข็งเล่มหนึ่งในกระเป๋า เด็กชายหรี่ตา พยายามอ่านตัวอักษรสีทองที่ประทับอยู่ตรงสันหนังสือ

      เท..นิยา..

      “เล่มนี้อ่านไม่ยาก เธอน่าจะชอบ” เธอว่า นั่งลงบนเนินหญ้าข้างๆ เขาก่อนจะพลิกหานิทานเรื่องโปรดแล้วอ่านออกเสียงช้าๆ ให้ฟัง เด็กชายตั้งใจฟังขณะกำลังกินอาหารเที่ยงที่เด็กสาวนำมาให้ไปด้วย สายตามองตามตัวอักษรที่เด็กสาวชี้ให้ดูทีละบรรทัด 

      “เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟนั่งหนาวเหน็บอยู่ริมถนนพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของเธอจะหยุดลง ไม่มีใครพบร่างของเธอที่ตายอย่างน่าเวทนากระทั่งรุ่งเช้า จบบริบูรณ์”

      เด็กหญิงยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงราวกับภูมิใจที่ทำหน้าที่ผู้เล่านิทานได้อย่างไม่มีข้อบกพร่อง ส่วนเด็กชายนั้นนั่งทำหน้าหงิก รอยตรงหว่างคิ้วพันกันยุ่ง

      แม้จะไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตของเขาโดยตรง แต่เนื้อหาตรง ‘นั่งหนาวเหน็บอยู่ริมถนน’ กับ ‘ตายอย่างน่าเวทนา’  จี้ใจนาร์กแปลกพิกลเหมือนเห็นภาพชีวิตตัวเองทับซ้อนอยู่ บางทีเด็กสาวอาจจะลืมไปว่านาร์กยังคงไม่มีที่อื่นให้ซุกหัวนอนนอกจากริมถนน และความเป็นไปได้ที่เขาจะ ‘ตายอย่างน่าเวทนา’ ในฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงก็ไม่ใช่ศูนย์

      “นี่เธอ…” เด็กชายขมวดคิ้ว “แช่งกันให้ตายหรือเปล่า?”

      “ปะ…เปล่า” อีกฝ่ายละล่ำละลัก ปิดหนังสือดังฉับแล้วรีบส่ายหัว “ฉันแค่คิดว่าเรื่องนี้มัน…สนุกดี” เธอว่า แต่ยิ่งพูดเสียงยิ่งแผ่วลงเหมือนเริ่มไม่มั่นใจว่านิทานเรื่องโปรดของตัวเองสนุกดีอย่างที่ว่าจริงหรือเปล่า

      นาร์กลอบมองเด็กสาวอย่างครุ่นคิด แอบนึกในใจว่าคงมีแต่คนที่ไม่เคยได้นอนริมถนนเท่านั้นที่คิดว่าการนอนริมถนนเป็นเรื่องสนุกดี

      “นี่…” เด็กสาวกระแอมก่อนจะเปลี่ยนบทสนทนา “เราไปหากระดาษกับดินสอมาให้เธอฝึกเขียนกันดีไหม”

      แม้นาร์กจะไม่แน่ใจว่าจะไปหากระดาษและดินสอได้จากที่ไหนในย่านสลัมที่คนส่วนมากอ่านไม่ออกและเขียนไม่ได้ แต่ทั้งสองก็ตัดสินใจไปเดินตลาดด้วยความหวังว่าจะเจอสิ่งที่กำลังตามหา เด็กสาวเปรยขึ้นมาว่าหากหากระดาษและดินสอไม่ได้จริงๆ เธอจะนำมันมาจากบ้านให้เขาในวันพรุ่งนี้

      แต่วันที่ว่าไม่เคยมาถึง

      ขณะกำลังเดินเตร่แวะเวียนตามร้านรวงต่างๆ จู่ๆ กลุ่มคนในชุดเครื่องแบบไม่คุ้นตาก็ปรากฏตัวขึ้นล้อมทั้งคู่เอาไว้ นาร์กหันกลับไปหาเด็กสาวผู้ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยความสับสน ใบหน้าของเธอซีดเผือดเหมือนรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นแต่ไม่มีเวลาอธิบาย เสี้ยววินาทีนั้นที่เธอหันมาสบตากับเขา เขายื่นมือหวังจะคว้ามือของเธอเพื่อพาหนี ทว่าสายเกินไป

      กลุ่มคนพวกนั้นรวบแขนทั้งสองข้างของเขาไว้ก่อนที่มือของเขาจะได้ทันสัมผัสกับมือของเธอที่ยื่นออกมาหา เด็กสาวถูกพาตัวออกไปโดยไม่ยินยอมต่อหน้าต่อตาเขาที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเธอได้

      เมื่อเหตุการณ์วุ่นวายจบลงและเขาถูกปล่อยตัว สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือหนังสือของเธอที่ตกอยู่บนพื้นหินสกปรก นาร์กหยิบหนังสือขึ้นมาจากพื้นอย่างทะนุถนอม ปกผ้าสีน้ำเงินเข้มบัดนี้เปื้อนโคลนแต่ตัวอักษรสีทองที่สันยังคงแจ่มชัด

      เทพนิยาย

      คราวนี้เขาอ่านชื่อเรื่องออกแล้ว เพราะเธอเป็นคนสอน

      เขาพลิกหนังสือขึ้นดู พยายามแยกหน้ากระดาษที่เปียกไม่ให้เกาะติดกัน แต่แล้วสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นรอยขีดเขียนบางอย่างที่ปกด้านใน

      Nivalia

      ตัวอักษรถูกเขียนด้วยหมึกสีดำอย่างประณีต ส่วนหางตวัดน้อยๆ ราวกับเป็นลายมือที่ใช้สำหรับเซ็นชื่อมากกว่าจะเป็นลายมือที่ใช้เขียนจริง เด็กชายคิดว่าตัวเองพอจะเดาออกว่าลายมือนี้เป็นของใคร

      ถ้ารอจนกว่าจะอ่านออกเขียนได้ เขาคงไม่มีวันได้ออกไปจากที่นี่

      และถ้าไม่ออกไปจากที่นี่ เขาคงไม่มีวันได้เจอเธออีก

      เขากอดหนังสือไว้แนบอก ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นสม่ำเสมออยู่บนปก

      ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะตามหาเธอให้เจอ

NARKE II

In a tangled dream
Write : Galactic Lunarr

Trigger Warning :
Blood / Gore (เลือด, ฉากสยดสยอง)
Child Abuse (เด็กถูกทำร้าย) 
Child Grooming (การล่อลวงเด็ก) 
Child Sexual Abuse (การล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก) 
Manipulation (การชักจูง บงการ หรือควบคุมทางจิตใจ/อารมณ์) 
Violence (ความรุนแรง) 
Death (การเสียชีวิต) 

** ทางผู้เขียนไม่มีเจตนาสนับสนุนหรือส่งเสริมการล่วงละเมิด ความรุนแรง หรือการกระทำที่ผิดกฎหมายใด ๆ ที่ปรากฏในงานเขียนทั้งสิ้น **

 

      “หนีไป”

      ในบรรดาคำพูดสั่งเสียของพ่อ นี่คือสิ่งเดียวที่จำได้เหมือนมีเหล็กร้อนประทับลงบนสมอง

      แต่เด็กคนหนึ่งจะทำอะไรได้ในโลกของผู้ใหญ่ หลังจากเร่ร่อนอยู่ตัวคนเดียวในเมืองได้ไม่กี่วัน สองเท้าและท้องที่แสบร้อนของเขาก็พาตัวเองกลับมาที่โบสถ์

      เป็นไปตามคาด ไม่มีใครใส่ใจเรื่องที่พ่อแม่ของเขาหายไปอย่างเป็นปริศนาพร้อมคราบเลือดและร่องรอยของบ้านที่ถูกรื้อค้นกระจุยกระจาย ผู้คนลือกันไปต่าง ๆ นานาว่าเป็นฝีมือของสัตว์ป่า ไม่ก็ภูตผีปีศาจที่ไหนก็ตามแต่จะสรรหามาอธิบายสิ่งเหนือธรรมชาติที่ยากเกินความเข้าใจ ส่วนนาร์กกลายเป็นเด็กชายเคราะห์ร้ายที่โบสถ์รับไปเลี้ยงด้วยความเมตตา 

      “เป็นหมาบ้านที่โดนล่ามก็ยังดีกว่าเป็นหมาจร” บาทหลวงว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนสิ่งที่ตนพูดเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ควรมีใครโต้แย้ง เขาดันชามใส่ซุปบนโต๊ะไปจ่อตรงหน้าเด็กชาย ฮู้ดที่ปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งทำให้เด็กชายมองเห็นเพียงรอยยิ้มจางระบายที่มุมปาก “อย่างน้อยหมาบ้านก็ยังมีข้าวให้กิน”

      ศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่ถูกสงวนให้เฉพาะคนที่มีมันเท่านั้น สำหรับเขาแล้วมันคือราคาที่ยอมจ่ายเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด เด็กชายยกซุปขึ้นซด ตะกรุมตะกรามเหมือนสัตว์ป่าหิวโซแม้อาหารตรงหน้าจะเป็นเพียงของเหลวเย็นชืดรสชาติจืดจาง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นาร์กก็ติดสอยห้อยตามบาทหลวงไปเกือบทั่วทุกแห่งตามที่ได้รับสั่ง เหมือนสุนัขตัวหนึ่งที่กระดิกหางตามติดเจ้าของต้อย ๆ เพราะได้กลิ่นอาหาร หาใช่เพราะความซื่อสัตย์

      หลายสัปดาห์รู้สึกยาวนานนับแรมปี วันหนึ่งเด็กชายได้รับมอบหมายให้นำมื้อค่ำไปให้บาทหลวงที่ห้องพักซึ่งปกติเป็นเขตหวงห้ามไม่ให้ใครเข้าไปก่อนได้รับอนุญาตแม้จะเป็นสมาชิกลัทธิระดับสูงก็ตาม นาร์กประหลาดใจที่ห้องของบาทหลวงแทบไม่ต่างอะไรจากห้องของเขาหรือผู้ศรัทธาคนอื่น ๆ มากนัก มีเพียงเครื่องเรือนน้อยชิ้น เตียง โต๊ะ ตู้ หน้าต่างบานเล็ก และของจุกจิกอย่างตะเกียงและเหยือกใส่น้ำ เด็กชายรีบวางถาดอาหารบนโต๊ะไม้ก่อนจะรีบค้อมหัวขอตัวกลับไปยังโรงครัวเพื่อกินอาหารส่วนของตนบ้าง แต่ก่อนจะมีโอกาสได้ทำเช่นนั้น ประตูด้านหลังก็เหวี่ยงปิดพร้อมเสียงลงกลอนเบา ๆ

      นาร์กหันขวับไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็วเหมือนกวางขี้ระแวงที่ตกใจเมื่อได้ยินเสียงสวบสาบของกิ่งไม้ใบหญ้า บาทหลวงยืนขวางระหว่างตัวเขากับประตู ฮู้ดที่เคยบดบังหน้าถูกปลดออก ในที่สุดนาร์กก็ได้เห็นบาทหลวงเต็มสองตาเพราะเดิมทีเขามักเลี่ยงการมองใบหน้าของคนและเลือกที่จะมองพื้นหินไม่ก็เท้าของตัวเองมากกว่า ดวงตาของบาทหลวงเป็นสีฟ้าซีดไร้ประกายอย่างน่าประหลาด และแม้จะยืนห่างกันเกินสองช่วงแขนแต่นาร์กก็รับรู้ได้ถึงสายตาที่ลามเลียตามเนื้อตัวของเขาอย่างกับอสรพิษลิ้นแฉกที่สำรวจกลิ่นของเหยื่อผ่านอณูในอากาศ

      นาร์กยืนตัวแข็งทื่อ แม้รู้ว่าตกอยู่ในอันตรายแต่กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายกลับไม่ตอบสนองขณะที่บาทหลวงเข้ามาประชิดตัวก่อนจะพลิกร่างเด็กชายให้หันหลังราวกับเขาไม่ได้รับอนุญาตให้มอง มือเย็นเยียบสอดเข้ามาใต้ชายเสื้อโดยไม่ถามความยินยอม เด็กชายได้แต่หลับตาและปล่อยให้อีกฝ่ายตักตวงเนื้อตัวจนสมใจพลางกล่อมตัวเองว่าหากเขาไม่เห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตนด้วยสองตาแปลว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น

 .

.

.

      นาร์กจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นจากนั้น ได้สติอีกทีก็ตอนที่ได้ยินเสียงท้องที่ว่างมาค่อนวันขู่กรรโชก กรดรสชาติแสบร้อนตีรื้นขึ้นมาถึงคอหอย เขายังคงอยู่ในห้องของนักบวช นั่งหมิ่นเหม่บนเก้าอี้ไม้ เสื้อผ้ายับยู่ยี่และกระดุมที่กลัดผิดเม็ด

      “อาหารชืดหมดแล้ว รีบกินซะสิ” บาทหลวงดันถาดอาหารไปตรงหน้านาร์กเหมือนวันนั้นที่เขาซมซานกลับมาถึงแม้จะจำได้ดีว่าพ่อบอกให้หนีไป 

      เด็กชายมองอาหารในถาดนิ่ง สมองขาวโพลน ประสาทสัมผัสด้านชาเหมือนร่างกายนี้ไม่ใช่ของเขา ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่ประกอบกันเป็นตัวเขา ทั้งแขน ขา หัว หรือลำตัว ถูกใครบางคนบั่นเป็นชิ้นเอาไปกระจายทิ้งไว้ทั่วป่า ถึงแม้จะรวบรวมทุกชิ้นส่วนมาเย็บกลับคืนเป็นร่างเดิม แต่ตัวเขาคงไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ความทรงจำเหมือนหนังสือที่ถูกใครบางคนกระชากหน้ากระดาษตรงนั้นตรงนี้ทิ้งจนเรื่องราวไม่ปะติดปะต่อ แต่ใครสน? ท้องหิวแปลว่ายังมีชีวิตอยู่ หากยังมีชีวิตอยู่แปลว่าเรื่องอื่นไม่สลักสำคัญ เขาคว้าช้อนมาจ้วงกินอาหารโดยไม่รอให้ย้ำเป็นครั้งที่สอง แทบไม่รับรู้ถึงรสชาติของแต่ละคำที่เคี้ยวกลืนลงคอ ที่สุดแล้วศักดิ์ศรีจะมีราคาค่างวดอะไรหากต้องอดตาย 

      บาทหลวงลากเก้าอี้ออกมานั่ง เฝ้ามองเขาพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจเหมือนราชสีห์ท้องอิ่มที่เอนตัวลงนอนอย่างสำราญ วินาทีนั้นเองที่นาร์กระลึกได้ในที่สุดว่าถาดอาหารที่เขายกมาในห้องคือมื้อค่ำของตัวเอง

      ส่วนมื้อค่ำสำหรับบาทหลวงนั้นน่าจะเป็นตัวเขาเสียมากกว่า

.

.

.

      ไม่มีใครสนใจชะตากรรมของเด็กชายเคราะห์ร้ายแม้ในคืนที่เขากรีดร้องด้วยความทรมานสุดเสียง

      เป็นครั้งแรกที่เขาขัดขืน และบาทหลวงก็ไม่ลืมที่จะสั่งสอนว่าหมาที่ไม่เชื่อฟังย่อมถูกลงโทษ เด็กชายล้มลุกคลุกคลานมาจนถึงหน้าประตูที่ลงกลอนแน่น เมื่อไร้หนทางหนีจึงหันไปเผชิญหน้ากับปีศาจผู้เปลื้องคราบนักบุญออกทุกครั้งที่บานประตูปิดลง มันย่างเข้ามาหาเด็กชายพร้อมเหล็กเขี่ยฟืนในมือ ปลายแหลมสีแดงร้อนฉ่าครูดกับพื้นหินเป็นเสียงเสียดหู

      นาร์กมองหน้าบาทหลวงสลับกับอาวุธร้อนที่เพิ่งนาบลงบนผิวของตัวเองเมื่อครู่ กลิ่นเนื้อไหม้แจ่มชัดในมโนสำนึกพร้อมกับสมองจินตนาการถึงร้อยแปดพันวิธีที่ปีศาจตนนี้จะสรรหามาทรมานตน แน่นอนว่ามันต้องใช้วิธีอันวิตถารที่สุด ทรมานที่สุด และคงไม่หยุดถึงแม้หัวใจของเขาจะหยุดเต้นและแขนขาของเขาไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับหุ่นชักที่สายขาด ภาพในหัวทำให้เด็กชายพะอืดพะอมจนต้องเบือนหน้าหนี ไม่มีประโยชน์ที่จะจำลองภาพการตายของตัวเอง บางทีหากเขาหลับตาเหมือนอย่างเคย เขาอาจจะหลอกตัวเองได้ว่าทุกอย่างเป็นเพียงฝันร้าย

      ความปรารถนาของเจ้าคืออะไร

      สายตาพลันเบนไปทางต้นเสียง ดวงตาสีแดงที่ตระหง่านอยู่บนกำแพงหินด้านหลังจ้องมองเขาไม่วางตา แขกไม่รับเชิญที่ผันตัวไปเป็นผู้เฝ้ามองทุกสัมผัสที่ถูกล่วงเกิน มันที่จงใจปล่อยเขาให้เป็นไปตามยถากรรมโดยไม่ปริปากพูดอะไร บัดนี้กลับยื่นมือเสนอตัวช่วย เสแสร้งแสดงตนว่าเป็นนักบุญโปรดสัตว์ หุบปาก เด็กชายคิด เม้มปากแน่นขณะที่บาทหลวงย่อตัวลงนั่งคร่อมบนร่างของเขา

      ความปรารถนาของเจ้าคืออะไร

      มันถามซ้ำ บาทหลวงเงื้อแท่งเหล็กร้อนขึ้น รอยยิ้มวิปริตที่อยู่บนใบหน้าของปีศาจแปรเปลี่ยนจากแจ่มชัดเป็นพร่ามัวด้วยน้ำตาร้อนรื้นคลอเบ้าตาของเด็กชาย

       อยากมีชีวิตอยู่…

      อยากมีชีวิต..

      อยากมี..

      อยาก..

      อยากฆ่า..

      อยากฆ่ามัน..

      อยากฆ่ามันให้หมด…

      “ฆ่ามัน ฆ่ามันให้หมด!” เสียงคำรามที่หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากของเขาฟังดูไม่เหมือนเสียงของตัวเองที่เคยจำได้ ร่างกายสั่นเทิ้ม แต่ยากจะบอกว่าเป็นเพราะความโกรธหรือความกลัว บางทีอาจเป็นทั้งสองอย่าง บาทหลวงชะงัก มองเด็กชายที่พูดกับสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยสายตาสังเวชเหมือนกำลังมองคนเสียสติ

      ทุกสิ่งล้วนมีราคา

      เสียงน่าขนลุกพูดต่ออย่างไม่รีบร้อนเหมือนมันเป็นเจ้าของเวลาทั้งหมดทั้งมวลในโลก ราวกับระยะห่างระหว่างความเป็นกับความตายของเด็กชายเป็นอนันต์และไม่ใช่เวลาหน่วยวินาที ดวงตายักษ์หรี่ลงเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวดูเจ้าเล่ห์ไม่น่าไว้ใจ เด็กชายนึก แต่คนอย่างเขายังมีอะไรให้ต้องเสียอีก?

      “อยากได้อะไรก็เอาไป!!” นาร์กแผดเสียง ในความเกรี้ยวโกรธเจือเสียงสะอื้น

      ย่อมได้…

      สิ้นเสียงของมัน เด็กชายก็รู้สึกถึงน้ำหนักของอะไรบางอย่างถ่วงอยู่ในกระเป๋าด้านในเสื้อคลุม เขาสอดมือเข้าไปสัมผัสมัน คมของโลหะเย็นเยียบ ทว่าเมื่อพลั้งมือสัมผัสกลับให้ความรู้สึกเหมือนแตะของร้อน

      กริช

      นาร์กคลำหาด้ามจับอย่างเร่งรีบ ไม่หวั่นแม้มือตัวเองจะโดนบาด เมื่อหาตัวด้ามเจอ เด็กชายก็กำกริชในมือแน่น สมองพลันนึกถึงพ่อและแม่ที่ใช้ตลอดทั้งชีวิตทำตัวเป็นหญ้าลู่อ่อนไปตามลมเหมือนคนขลาดที่ไม่ยืนหยัดเพื่อตัวเอง ใช่ ความขลาดอาจทำให้มีชีวิตรอด แต่เป็นความโกรธต่างหากที่ทำให้เอาตัวรอด เป็นความโกรธต่างหากที่ทำให้แข็งแกร่ง 

      โทสะสูบฉีดเลือดในกายให้เดือดพล่าน มอบพละกำลังที่เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่ามี ก่อนอีกฝ่ายจะทันได้ส่งเสียง กริชในมือของเด็กชายก็ฝังลึกเข้าไปบริเวณท้องของบาทหลวงจนมิดด้าม ผิวที่ถูกคมมีดสัมผัสแยกออกจากกันง่ายดายเหมือนผิวของผลไม้ที่สุกงอมจนปริแตก ของเหลวสีแดงข้นรินหลั่งจากปากแผลขยายวงกว้างบนเสื้อตัวในสีขาวเหมือนหย่อมดอกพลับพลึงแดงที่พร้อมใจกันเบ่งบานในฤดูร้อน เด็กชายรู้สึกถึงกล้ามเนื้อบนใบหน้าของตนที่กระตุกเป็นรอยยิ้ม

      นาร์กระเบิดหัวเราะ ขบขันจนเกือบหายใจไม่ทัน สมน้ำหน้า ตอนนี้ใครกันแน่ที่เป็นหมาจนตรอก เขาถีบบาทหลวงที่กรีดร้องและพยายามตะกายลุกขึ้นให้กลับไปนอนแผ่บนพื้นก่อนจะปีนขึ้นไปนั่งคร่อม สองมือจับด้ามกริชที่ปักคาไว้แล้วดึงมันออกมา

      แล้วปักลงไปอีกครั้ง แต่ละครั้งด้วยความเกลียดชังทวีคูณ

      หนึ่ง สอง สาม สี่

      …

      เด็กชายนับ จนกระทั่งลืมนับ

      เด็กชายนับ จนกระทั่งแทบไม่รู้สึกถึงแรงเสียดทานยามดึงกริชออกเพราะไม่มีตารางนิ้วใดที่ไม่ถูกจุมพิตด้วยคมมีด 

      ในที่สุดนาร์กก็หยุดและโยนกริชทิ้งไว้ข้างตัวเมื่อการจ้วงแทงไม่ทำให้หัวใจของเขาสูบฉีดด้วยความตื่นเต้นอีกต่อไป เด็กชายเงยหน้าขึ้นมาสบตากับดวงตาสีแดงที่จ้องมองทุกการกระทำของเขาอย่างใคร่รู้ อันที่จริงเขาเกือบลืมไปด้วยซ้ำว่ามันคือพยานปากเอกของอาชญากรรมที่เขาก่อ เขาลุกขึ้น เนื้อตัวชื้นแฉะด้วยของเหลวอุ่นจนทุกก้าวทิ้งหยดสีแดงเป็นทางขณะเดินไปคว้าตะเกียงบนโต๊ะมาทุ่มลงบนพื้นหิน น้ำมันกลิ่นหืนหกกระจายเป็นแอ่งเล็กๆ แทรกซึมไปตามรอยแยกระหว่างก้อนอิฐ ก่อนดวงไฟในตะเกียงจะติดน้ำมัน และเปลวไฟโหมลามไปติดเตียงไม้และผ้าห่ม

      ในยามวิกาลเช่นนี้ สาวกทุกคนที่หลับใหลในห้องพักของตัวเองคงไม่มีโอกาสได้หนีเอาชีวิตรอดจากกองไฟ แต่ช่างปะไร อีกเสียงในหัวแย้ง ทำไมเขาต้องแบกรับน้ำหนักของความเวทนาให้กับคนที่ไม่เคยหยิบยื่นความเมตตาให้กับเขา ทุกคนที่ไม่เคยยินดียินร้ายกับความอาภัพของเขาสมควรตาย

      สองขาที่เคยพาเขาโซซัดโซเซกลับมายังโบสถ์ บัดนี้กำลังพาเขาเดินออกไปจากที่นี่

      นาร์กหันไปมองโบสถ์ในกองเพลิงเป็นครั้งสุดท้าย ใช้ความเกลียดชังต่างตราประทับผนึกภาพความล่มสลายของมันเอาไว้ในทุกอณูของร่างกาย

      เด็กชายท่องในใจอีกครั้งเมื่อเริ่มได้ยินเสียงกรีดร้องระงม

      ทุกคนที่ไม่เคยยินดียินร้ายกับความอาภัพของเขาสมควรตาย

Scroll to Top